ทำไมจึงต้องเป็นเรื่องอับอาย ในด้านของแพทย์(ที่อเมริกา) เห็นว่าเรื่องของผู้ป่วยเอดส์ไม่ใช้เรื่องที่น่าอับอาย น่าจะคุยกันอย่างเปิดเผย
นายแพทย์และกลุ่มอาสาสมัครช่วยผู้ป่วยเรื่องโรคเอดส์ รวมทั้งนักค้นคว้าวิชาการจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟราซิสโก (เมืองนี้มีผู้ชายที่เป็นโฮโมเซ็กชวลมากที่สุดของอเมริกา) ได้สำรวจคนไข้โรคเอดส์ทั้งหมด 1,300 คน โดยขอสัมภาษณ์และถามว่า คนไข้ได้เล่าเรื่องการเจ็บป่วยโรคเอดส์ให้หมอฟังอย่างละเอียดหรือไม่ เป็นผู้ที่เอ่ยปากกับหมอหรือไม่ ว่าตนเองป่วยเป็นโรคเอดส์ และได้มีการซักถามกันอย่างเปิดอกหรือเปล่า
คำตอบที่น่าตกใจคือ เพราะมีเพียง 260 คนเท่านั้น ที่พูดอย่างเปิดอกคุยกับหมออย่างละเอียด อีก 1,040 คน ไม่ชอบคุยกับหมอ บางคนไม่มองหน้าหมอเลยด้วยซ้ำ
ที่น่าสนใจคือ แพทย์และนักวิชาการในทีมสำรวจนี้ อธิบายว่า การให้การรักษาแก่ผู้ป่วยที่คุยกับหมออย่างเปิดอกนั้นได้ผลดีกว่าผู้ป่วยที่ไม่ยอมคุยกับหมอ
ซึ่งแน่นอนเลยว่า เราไม่เลือกชั้น ไม่เลือกเพศ ไม่เลือกวัย และไม่เลือกโรค ใครมาปรึกษาอะไร ถ้าเรารู้ เราก็ให้คำแนะนำอย่างเต็มที่ ถ้าจะช่วยอย่างอื่นก็ได้ เช่น การบำบัด การดูแลรักษา เราสามารถช่วยได้เต็มที่
ก็อยากจะสรุปสำหรับคนไข้เมืองไทย ว่าเวลาพบกับคุณหมอ ขอให้คุยกันอย่างเปิดอกกับหมอเถอะ การรักษาคงจะได้ผลดีกว่ามากแน่ๆ.
* TRIP โรคปอดผสมHIV
คงจะเคยได้ยินกันมาบ้าง ที่ผู้ป่วยเอดส์อย่างหนักนั้น มักจะมีโรคปอดผสม
เชื่อโรคปิดที่ทำให้อาการของผู้ป่วยเอดส์เกิดเป็นอาการหนักหนาสาหัส (ขั้นสุดท้าย) นี้เป็นแบคทีแรียที่เรียกกันว่า Mycobacterium ซึ่งเป็นเชื่อตระกูลเดียวกับเชื่อแบคทีเรียของวัณโรค (T.B.) และเชื่อโรคเรื้อน (Leprosy)
มีบริษัทของสหรัฐอเมริกาคิดตัวยาแก้โรคปอด ซึ่งเรียกกันว่า Mycobacterium Avium Complex (MAC) ขึ้นมาได้
ซึ่งตัวยานี้ (ชื่อตัวยา ไม่ใช้ยี่ห้อยา) คือ Rifabutin ซึ่งทำมาจากยาปฏิชีวนะกลุ่ม Rifamycin
FDA ของอเมริการับรองว่า ยาตัวี้ใช้ได้ผล สำหรับโรคปอด ซึ่งเป็นตัวทำให้ HIV ร้ายแรงขึ้น.
ข้อมูลอ้างอิง : "ทันโลกสุขภาพ (ของฝากจากอาจารย์สาทิส) : HIV หรือโรคเอดส์". ชีวจิต. 8(180) : 16 ; 1 เมษายน 2549.














