หากถามว่าทำไมชาวพุทธจึงรู้สึกลังเล เมื่อมีคนถามถึงคัมภีร์พระศาสนาของตนเอง ตรงข้ามกับศาสนิกชนศาสนาอื่นๆ เขาสามารถตอบได้อย่างถูกต้องและมั่นใจคำตอบก็คงเป็นเพราะพระคัมภีร์ของพระพุทธศาสนาซึ่งเรียกว่า พระไตรปิฎกนั้น มีเนื้อหามากมายเหลือเกิน พิมพ์เป็นเล่มได้ถึง 45 เล่ม ฉบับแปลไทยเป็นจำนวนเท่ากัน นับหน้าได้จำนวนถึง 22,379 หน้า บรรจุคำ 24,300,000 ชาวพุทธจึงศึกษากันไม่หมด เมื่อศึกษาไม่หมดก็จับประเด็นไม่ได้
พระสงฆ์องคเจ้าท่านศึกษาพระปริยับัติธรรม ตั้งแต่นักธรรมตรี โท เอก และเปรียญ 3 - 9 ประโยค ท่านเองก็มีส่วนในการค้นคว้าพระไตรปิฎกน้อย เพราะหลักสูตรการเรียนการสอนของพระ ท่านมิได้นำพระไตรปิฎกมาเรียนโดยตรง ท่านเรียนคัมภีร์อรรถกถา (คัมภีร์อธิบายพระไตรปิฎก) มีเพียงเปรียญ 8- 9 เท่านั้น ที่ศึกษาพระไตรปิฎกบ้าง แต่ก็ไม่ทั้งหมด ผู้จบหลักศูตรแล้วต้องมาศึกษาเพิ่มเติมภายหลัง จึงพอจะมีความรู้กว้างขวางขึ้น
เมื่อไม่รู้ก็เข้าใจผิดๆว่า พระไตรปิฎกคงมีแต่เรื่องยากๆ อ่านไม่รู้เรื่อง ความจริงในพระไตรปิฎกนั้นมีเนื้อหามากมาย เป็นบันทึกการเทศน์สอนที่พระพุทธเจ้าท่านสอนคนหลายระดับ นักปราชญ์ก็มี คนมีสติปัญญาน้อยก็มี ชาวไร่ชาวนา จนกระทั่งเด็กก็มี เนื้อหาจึงคละกันไปทั้งยากและง่าย พระไตรปิฎกจึงเป็นขุมทรัพย์มหาศาลที่ผู้ใฝ่ความรู้จะพึงเลือกเสพได้ ตามระดับความรู้ความสามารถของตนเอง
พระไตรปิฎกคืออะไร?
ก่อนอื่นต้องรู้คร่าวๆก่อน พระไตรปิฎกคืออะไร? คำตอบง่ายๆ คือ "พระไตรปิฎกคือคัมภีร์บันทึกคำสอนของพระพุทธศาสนา" ที่ไม่ระบุชัดว่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะในพระไตรปิฎกมิได้มีเฉพาะจรนะของพระพุทธเจ้าเท่านั้น คำสอนของพระเถระสำคัญอื่นๆ เช่น พระสารีบุตร พระมหากิจจายนะ เป็นต้น ก็มี คำพูดของเทวดาที่พระพุทธเจ้าทรงรับรองว่าพูดถูกต้องก็มี (ถึงกับรวมเป็นส่วนหนึ่งต่างหาก เรียกว่า "เทวตาสังยุตต์")
พระไตรปิำฎกมี 3 ส่วน คือ
1. ส่วนที่เกี่ยวกับศีลของภิกษุ ภิกษุณี รวมถึงพิธีกรรมทางศาสนาต่างๆ เช่น การอุปสมบท การรับกฐิน เรียกว่า พระวินัยปิฎก
2. ส่วนที่เกี่ยวกับเทศนาของพระพุทธเจ้าและพระสาวกสำคัญอื่นๆ ที่แสดงแก่บุคคลต่างๆ ตามวาระโอกาส เรียกว่า พระสุตตันตปฎก
3. ส่วนที่เกี่ยวกับปรัชญาลึกซึ้ง ที่ประมวลเอาเนื้อหาจากหมายเลข 2 นั้นแลมาร้อยกรองเป็นหลักวิชา เป็นขั้นตอนไม่เกี่ยวกับบุคคล สถานที่ และเหตุการณ์ เรียกว่า พระอภิธรรมปิฎก
พระไตรปิฎกเกิดขึ้นได้อย่างไร
ต้องทำความเข้าใจกันก่อน สมัยพระพุทธเจ้ายังไม่มีพระไตรปิฎก พระไตรปิฎกเกิดขึ้นหลังจากพุทธปรินิพพานแล้ว ท่านอาจสงสัยว่า เมื่อไม่มีพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าทรงสอนอะไร มิได้สอนพระไตรปิฎกดอกหรือ คำตอบก็คือ สมัยนั้นพระพุทธเจ้าทรงสอนสิ่งที่เรียกว่า "พรหมจริย"(พรหมจรรย์) และ "ธรรมวินัย"
หลักฐานอ้างอิงก็คือ
1. เมื่อครั้งพระพุทธองค์ทรงส่งสาวกรุ่นแรก 60 รูป ไปประกาศพระศาสนาทรงกำชับว่า "บัดนี้เราพ้นแล้ว จากบ่วงทั้งของมนุษย์และของเทพ พวกเฑอก็เช่นกัน พวกเธอจงจาริกไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนจำนวนมาก เพื่อความสุขแก่คนจำนวนมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย จงแสดงะรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์โดยสิ้นเชิง พร้อมทั้งอรรถ (ความ) และพยัญชนะ (คำ)"
ตรงนี้ทรงใช้พรหมจรรย์
2. ก่อนที่จะปรินิพพาน พระอานนท์พุทธอนุชา ทูลถามว่า เมื่อพระองค์ปรินิพพานแล้ว จะทรงตั้งให้ใครเป็นศาสดาสืบทอดพระศาสนา พระองค์ทรงตรัสว่า "อานนท์ ธรรมและวินัยใดที่เราตถาคตแสดงไว้แล้ว บัญญัติไว้แล้ว ธรรมและวินัยนั้นจะเป็นศาสดาของพวกเธอ เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว" ตรงนี้ทรงใช้คำว่า "ธรรมวินัย"และทรงอธิบายว่า ธรรม คือสัจธรรม เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว พระองค์เพียงตรัสรู้แล้ว นำมา "แสดง" ให้เข้าใจ ส่วน วินัย เป็นสิ่งที่ทรงบัญญัติขึ้นมาเพื่อความเรียบร้อยดีงามของหมู่คณะ
สมัยนั้นมีการจัดหมวดหมุ่หรือจัดระบบคำสอนบ้างไหม
เอาเป็นเข้าใจว่า พระไตรปิฎกยังไม่เกิด แต่อยากทราบว่ามีการจัดหมวดจัดหมู่คำสอนบ้างไหม คำตอบก็คือมีแน่ๆ
1. อย่างน้อยก็มีการจัดประเภทคำสอนตามลักษณะคำสอนนั้นเป็น 9 หมวด (เรียกว่า นวังคสัตถุศาสน์ = คำสอนของพระศาสดามีองค์9) อาทิ คำสอนประเภทร้อยแก้วล้วน ร้อยกรองล้วนร้อยแก้วผสมร้อยกรอง คำสอนประเภทเป็นอรรถาธิบายโดยละเอียด คำสอนประเภทคำที่เปล่งออกมาจากแรงบันดาลใจ..
2. มีแบ่งเป็นวรรคอย่างน้อยก็มีชื่อ อัฏฐกวรรค ปรายณวรรค ดังหลักฐานพระโสณกุฏิกัณณะ ศิษย์พระมหากัจจายนะ มาเฝ้าพระพุทธองค์ ตามคำสั่งของพระอุปัชฌาย์ พระพุทธองค์ให้พักที่พระคันธกุฎีของพระองค์ ตกดึกพระพุทธองค์รับสั่งให้เธอสวดธรรมให้ฟังพระโสณกุฏิกัณณะได้สวดอัฏฐกวรรคและปรายณวรรคด้วยทำนองให้พระพุทธองค์ทรงสดับ (สรภญฺเญน อภณิ)
3. มีแบ่งเป็นสูตร โดนพระสารีบุตรอัครสาวก เรื่องมีอยู่ว่า พระอานนท์กับพระจุนทะไปกราบทูลให้พระพุทธองค์ทราบถึงการสิ้นชีพของศาสดามหาวีระ (นิครนถ์นาฏบุตร) สาวกของมหาวีระแตกสามัคคีกัน เพราะต่างก็อ้างว่าศาสดาสอนอย่างนี้ ไม่ใช้ดัง ที่ฝ่ายอื่นกล่าวอ้างพระพุทธองค์ตรัสว่า นี้แหละคือโทษของการไม่สังคายนาพระธรรมวินัย เมื่อสิ้นศาสดา สาวกจึงทะเลาะทุ่มเถียงกัน ถ้าพวกเธออยากให้ศาสนายั่งยืน จงทำสังคายนาเถิด"
พระสารีบุตรได้ทราบตำปราชภของพระพุทธเจ้า จึงลงมือร้อยกรองหลักธรรมต่างๆ แย่งเป็นหมวดๆ เช่น ธรรมะหมวด 1 หมวด 2 หมวด 3 เป็นต้น โดยตั้งชื่อว่า สังคีติสูตร และ ทสุตตรสูตร
ข้อมูลอ้างอิง : "ระเบียงโบสถ์ : มาอ่านพระไตรปิฎกดีกว่า". ชีวจิต. 8(180) : 16 ; 1 เมษายน 2549.














