"เราจะมีงานทำถึงสิ้นปีไหม" อย่าเพิ่งด่วนตกใจไป ถ้าุคุณรู้สึกคุ้นเคยกับประโยคนี้ เพราะสภาพเศรษฐกิจยุคปัจจุบันคงทำให้เกิดคำถามเช่นนี้ขึ้นได้ ส่วนวิธีเอาตัวรอดจะมีวิธีการใด ต้องไปฟังคำตอบจากผู้หญิงเก่งที่ชื่อ ซินเธีย ซาปิโร (Cynthia Shaprio) เจ้าของที่ปรึกษาด้านการบริหารงานบุคคลแห่งสหรัฐอเมริกาและผู้เขียนหนังสือขายดีเรื่อง ทำอย่างไรไม่ให้ถูกบีบออกจากงาน (แปลจาก corporate confidential : 50 Secrets Your company doesn't Want You to Know - and What to Do about Them) ซึ่งได้สรุปเงื่อนไขต่างๆที่บริษัทใช้พิจารณาว่าใครจะเป็นดาวรุ่งของบริษัทดวงต่อไป และใครบ้างที่ควรที่แช่แข็ง รวมไปถึงใครที่ควรถูกเขี่ยให้กระเด็น! โดยสามารถสรุปได้ดั่งต่อไปนี้
| ข้อควรจำสำหรับพนักงานที่มีอายุน้อย |
|
* หลีก เลี่ยงการแสดงความกระตือรือร้นแบบสุดโต่ง ชนิดที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางใดทางหนึ่งอย่างปัจจุบันทันด่วน (แม้ว่าจะเป็นทางที่ถูกที่ควรก็ตาม) เพราะการเปลี่ยนแปลงใดๆ ล้วนแต่ต้องใช้เวลาทั้งสิ้น การเรียกร้องต้องการบางสิ่งในทันใดอาจทำให้ผู้บริหารรู้สึกว่าคุณเป็นตัวปัญหาได้. * ความรับผิดชอบสูง และไม่มองว่าการทำผิดแบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์เป็นเรื่องที่ยอมรับได้. * ดูแล ภาพลักษณ์ของตัวเองไม่ให้โดดเด่นมากเกินไป เช่น ไม่แต่งตัวตามแฟนชั่นทุกฝีก้าว ไม่ติดกิ๊บแบบหวานแหววแบบเด็กๆ ฯลฯ เพราะเป็นภาพลักษณ์ที่แตกต่างจะสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นได้ยากกว่า. |
| ข้อควรจำสำหรับพนักงานที่มีอายุมาก |
|
* รักษา สุขภาพ และอย่าลาป่วยบ่อยๆ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ แม้ว่าคุณจะมีสิทธิ์ลาป่วยได้ 30 วัน ตามกฎหมายแรงงาน แต่ไม่มีบริษัทไหนจะไว้วางใจพนักงานที่เจ็บออดๆแอดๆ ได้เต็มที่ * เป็น คนทันสมัย หมั่นติดตามข่าวสารบ้านเมือง และไม่ปฏิเสธเทคโนโลยี มิฉะนั้นผู้บริหารจะคิดว่าคุณสูงวัยเกินกว่าจะนำพาบริษัทให้ก้าวหน้าไปพร้อม กับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป * มี ภาพลักษณ์ที่ดูภูมิฐานและสง่างาม แต่อย่างแต่งตัวสูงวัยเกินไป โดยระวังเรื่องของทรงผมเป็นพิเศษ อย่าใส่แว่นตากรอบถลอกหรือใช้กระเป๋าถือราคาประหยัดเกินไป |
1.)อายุนั้นสำคัญแน่ แม้ผู้บริหารจะมิได้นำอายุมาเป็นเกณฑ์ตัดสินอนาคตของคุณ แต่ก็คาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณจะต้องมีวุฒิภาวะสมกับตำแหน่งและความไว้วางใจที่จะมอบให้ และคุณก็ไม่วรทำให้เขาผิดหวัง
2.)คิดบวกเท่านั้นที่ผู้บริหารต้องการ แม้ว่าจะประกาศอนุญาตให้พนักงานแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ แต่ที่จริงแล้วผู้บริหารไม่ต้องการให้คุณแสดงความคิดเห็นเชิงลบในที่ที่มีบุคคลมากกว่าสองคนขึ้นไปเป็นอันขาด เพราะเกรงว่าพนักงานคนอื่นจะได้รับกระแสความคิดลบๆจากคุณไปด้วย
ดังนั้นหากคุณมีคำถาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหน้าที่ความรับผิดชอบ เงินเดือน ปัญหาส่วนตัว ฯลฯ คุณควรจะพูดจากับหัวหน้างานโดยตรงของคุณตามลำพัง เพราะเขาคือคนเดียวที่จะแก้ไขปัญหาของคุณได้ ส่วนเพื่อนร่วมงานหรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลนั้นควรจะได้ยินได้ฟังทัศนคติเชิงบวกของคุณที่มีต่อบริษัทเท่านั้น
3.)รุ่งหรือไม่อยู่ที่หัวหน้า ผู้บริหารจะมองเห็นคุณผ่านสายตาของหัวหน้างานและคาดหวังว่าคุณจะให้ความเคารและสนับสนุนหัวหน้าของคุณอย่างดีที่สุด แม้ว่าคำสั่งของเขาหรือเธออาจจะไม่ถูกต้องเต็มร้อย ณ เวลานั้นๆก็ตาม เพราะฉะนั้นอย่าตั้งป้อมทำตัวเป็นฝ่ายค้านกับหัวหน้างานเป็นอันขาด
4.)นินทากาเลอาจไม่ใช้แค่เทน้ำ ไม่มีอะไรที่จะทำลายอนาคตในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากไปกว่าการนินทาเจ้านายในที่ทำงานอีกแล้ว เพราะฉะนั้นมารู้จักวิธีฉากหลบให้ห่างจากขาเมาท์ นั้นคือ
Don't ไม่รวมกลุ่มอยู่กับพวกที่ชอบเล่าเรื่องในบริษัท เพราะแค่รับฟังหรือคลุกคลีด้วย ผู้บริหารอาจคิดว่าคุณเห็นด้วยกับพฤติกรรมดังกล่าว และเริ่มหวาดระแวงในตัวคุณ
Do หากมีคนเล่าอะไรให้คุณฟัง นี้คือประโยคที่คุณควรพูดกับเขา "ถ้าเป็นฉัน ฉันไม่อยากให้ใครพูดอย่างนี้เกี่ยวกับฉันหรอก" หรือ "ฉัว่าคนที่กำลังพูดถึงน่าจะอยากให้เรื่องนี้เป็นความลับนะ" แล้วขาเมาท์จะเริ่มตัดคุณออกไปจากวงเอง
5. ระวังเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดในที่ทำงาน ไม่ว่าคุณจะอยู่ในตำแหน่งใดก็ตาม ย่อมหลีกเลี่ยงบรรยากาศของการแข่งขันไปไม่พ้น ดังนั้นจงอย่าแปลกใจหากเพื่อนร่วมงานที่แสนดีในวันนี้จะแอบแทงคุณข้างหลังในวันหน้า จากประสบการณ์นานปี ซินเธียยืนยันว่า "คนที่เข้ากันได้ดีกับทุกกลุ่ม แต่ไม่สนิทสนมกับกลุ่มใดเป็นพิเศษ จะมีโอกาสก้าวหน้ามากกว่า"
6. พูดเรื่องส่วนตัวเท่าที่จำเป็น แม้ว่าผู้บริหารจะคาดหวังให้พนักงานบริษัทเหมือนบ้านของตัวเอง แต่จำไว้เถอะว่า คุณไม่สามารถปรับทุกข์กับคนในบริษัทได้ทุกเรื่อง เพราะผู้บริหารย่อมไว้วางใจพนักงานที่ไม่มีปัญหาส่วนตัวมากกว่าพนักงานที่มีปัญหารุมเร้า ซึ่งมีความเสี่ยงว่าจะขาดสมาธิหรือหมดไฟได้ง่ายๆอยู่แล้ว
7. ช่วยบริษัทประหยัดเงิน ผู้บริหารจะวัดความภักดีของคุณจากรายงานค่าใช้จ่ายที่คุณนำส่ง เมื่อไรที่คุณดูแลเงินของบริษัทเหมือนเงินของตัวเอง เมื่อนั้นผู้บริหารก็จะมอบความไว้วางใจแก่คุณมากขึ้น
8. ปรับตัวเอง เปลี่ยนมุมมอง แม้ผู้บริหารจะมีเงื่อนไขข้อใหญ่ 7 ประการแล้วก็ตาม แต่ข่าวดีก็คือ ผู้บริหารจะลืมความผิดพลาดของคุณทันที ถ้าหากคุณรุ้จักปรับปรุงแก้ไขตัวเอง คำแนะนำก็คือ คุณควรที่จะลด ละ เลิกนิสัยที่สุ่มเสี่ยงเหล่านั้นเสียให้เด็ดขาด แล้วความไว้วางใจผู้บริหารมีต่อคุณก็จะเพิ่มขึ้นเองโดยอัตโนมัติ
| จัดสรรเรื่องส่วนตัวในที่ทำงานอย่างเหมาะสมดีกว่า |
|
* เมื่อมีปัญหาส่วนตัว คุณควรอธิบายเหตุผลที่ลาหยุดหรือมาสายให้หัวหน้าทราบอย่างกระชับและหมดจด และอย่าลืมย้ำว่า คุณสามารถจัดการกับงานที่อยู่ในความรับผิดชอบได้อย่างเรียบร้อยแม้ต้องขาดงาน * ข่าวดีต้องมีขอบเขต ไม่ว่าจะเป็นงานหมั้น งานแต่งงาน คลอดบุตร ขึ้นบ้านใหม่ ฯลฯ แม้คุณจะรู้สึกลิงโลดจนหัวใจพองแค่ก็ไม่ควรเล่าถึงเรื่องราวเหล่านี้ในเวลา ทำงาน เพราะหัวหน้าหรือผู้บริหารอาจคิดว่าคุณกำลังมีสิ่งที่่น่าสนใจมากกว่าเรื่อง งาน และพานไม่ไว้วางใจให้คุณรับงานที่ท้าทายมากขึ้น หรือ รับตำแหน่งที่สูงขึ้น * อย่าคุยโทรศัพท์ส่วนตัวนานเกินไป ควรรับโทรศัพท์ส่วนตัววันละ 2- 3 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 10 นาทีเท่านั้น |
ในชีวิตการทำงานคนเราย่อมหลกเลี่ยงปัญหาทั้งเรื่องคนและเรื่องานไปไม่พ้น ถ้าหากคุณพิจารณาแล้วว่าคุณรักหน้าที่การงานที่ทำอยู่มากกว่าจะทิ้งมันไปเพื่อหลีกหนีปัญหาตรงหน้า ก็จงมาปรับเปลี่ยนตัวเองให้รอดพ้นจากความกดดัน ซึ่งเกิดจากความเสี่ยงที่จะถูกลอยแพกันดีกว่า เพราะเมื่อคุณรู้ความลับทั้งแปดประการของบริษัทเช่นนี้แล้ว การเปลี่ยนตัวเองจาก "พนักงานที่เสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้าง" เมาเป็น "พนักงานที่บริษัทต้องรักษาไว้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น" ก็เป็นเรื่องที่แสนง่าย เพียงเท่านี้คุณเริ่ม "เปลี่ยน" เสียแต่บัดนี้
...................................................
ที่มา: "Life Management : ทำอย่างไรไม่ให้ถูกเลย์ออฟ". ซีเครต. 1(19) : 68-69 ; 10 เมษายน 2552.
บทความ













