"ร่ายกวี รำลึงถึงท่านพุทธทาสภิกขุ"
โดยวิทยากร อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
วันเสาร์ที่ 12 พฤษภาคม 2550
ณ ห้องสมุด สวนหนังสือเจริญกรุง
ผู้ร่วมดำเนินรายการ "ถือว่าเป็นโอกาศดีที่ทุกคนได้มาสัมผัสกับตัวจริงของท่านเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูรณ์ จึงเชิญทุกคนโปรดมือให้คุณเนาวรัตน์ นะด่ะ ให้ถึงว่าเป็นกันเองนะค่ะ อยากทราบตอนเด็กๆนะค่ะ ว่าท่านเนาวรัตน์ เกี่ยวข้องกับท่านพุทธทาศ ภิกขุ อย่างไรค่ะ"
วิทยากร "ผมเรียนจากบ้านนอก จังหวัดกาญจนาบุรีนั้น มีชื่อเรียกพระดี พระดำ พระท่ากระดาน พระเสือ พระขุนแหน ในเมืองกาญฯสมัยโน้ม ดีมีพระสององศ์ ที่นับถือ ผมอยากเข้าจุฬาแต่ก็เข้าจุฬาไม่ได้เลยไปเรียนที่ธรรมศาสตร์1ปี คิดว่าปีต่อไปจะไปสอบเข้าจุฬาให้ได้ แล้วก็มีพระขุนแผน สมัยนั้นมีคำว่า "ธรรมศาสตร์" จะมีพื้นที่แคบๆแต่ทุกตารางนิ้วมีเสรีภาพ ผมก็ใช้ทุกเสรีภาพทุกตารางนิ้วคือไม่เคยคบกับผู้หญิงเลย คิดแต่จะสอบติดเข้าจุฬาให้ได้ แต่...เมื่อเรียนธรรมศาสตร์ก็สนุกในทุกกลางคืนไม่ต้องเรียนก็ได้ทำแต่กิจกรรม กิจกรรมอยู่ 2 อย่างตลอดระยะเวลาที่เรียนก็คือแต่งกลอนกับเล่นดนตรีไทย แต่งกลอนสมัยโน้มเขาแต่งกลอนจีบสาวเท่านั้นเหละ"
"และผมก็ได้ตั้งชุมนุมดนตรีและผมก็เรียนิติศาสตร์ด้วย ก็สอบได้บ้าง ไม่ได้บ้าง สมัยนั้นเขาไม่ว่าเป็นปีอะไร แบบว่าต้องสอบ ปี 1, ปี2 ,ปี3 ให้สอบวิชา พอดีผมอยู่ปี 1 ผมสอบไม่ได้ ไปสอบได้วิชาปี 3 แล้วแต่กฏหมาย จนกระทั้งผมอยู่ 7 ปี จนปีท้ายๆปี 7 วิชาของปี3 ผมสอบได้ เหตุที่สอบได้ก็เพราะอาจารย์เสียชีวิต เลยเป็นวิชาลมละลาย ท่านเข็มงวดมาก ระหว่างที่ปี2-3 เกิด เหตุวิกฤตนชีวิตผมหลายอย่างเช่นว่า ไม่มีเงินค่าสมัครสอบ บ้านไม่มีอยู่ ก็ไปเช่าบ้านอยู่กับเพื่อนค้างค่าเช่าเขา ข้าวก็ไม่มีกินมันไม่มีเงิน แถมยังอกหักอีกด้วย (หัวเราะ)"
"ตอนนั้นผมผิดหวังมาก เป็นเด็กเมืองกาญฯก็ไม่รู้จักไปไหน ก็ไปอยู่วัดโบสถ์ ฉะนั้นคนเมืองกาญฯจะอยู่ที่วัดโบสถ์เยอะ ผมไม่รู้จะไหนก็ไปอยู่ที่วัดโบสถ์ ด้วยความผิดหวัง วิกฤตชีวิตเหล่านั้น ผมอยู่ในห้องกุฏิยืนและนอนอยู่2วัน3วัน คืน โดยไม่ออกจากห้องเลยครับเพื่อนก็ส่งข้าวส่งน้ำในห้อง ได้อ่านหนังสือ 2เล่ม เล่มหนึ่งคืออนาปนาสติผมได้ลองปฎิบัติดูและอีกเล่มหนึ่งก็คือภูเขาแห่งวิถี พุทธธรรมของท่านอาจารย์พุทธทาส เล่มนี้เลยครับที่ทำให้ผมตื่นเต้น ตาสว่างขนลุก ด้วยคววมปกติว่า ทำไมเราไม่เคยอ่านหนังสืออย่างนี้มาก่อน ผมอ่านอย่างเรียนกฏหมายนะครับ ก็อ่านอย่างเรียนก็คือว่า ต้องอ่านอย่างตีความตามเบญจประเพณี ฉะนั้นภาษากฏหมายเป็นภาษาที่รัดกุมมาก หรือภาษาที่ใช้คำว่ากักและเติมไม่ได้เลยตัดก็ขาดความ เติมก็เกินความฉะนั้นคำจะกระชัด ตีความให้ได้จับประเด็นให้ได้ภาษายาก ยังมีมาตราหนึ่งด้วยกันฆ่าคนตายโดยเจนตนา อาจารย์ได้ยกตัวอย่างให้ฟัง ยกตัวอย่างภาษาลอกล่อ บอกว่า "การกระทำ ที่คุณแน่ใจว่าไม่ใช้การกระทำ แต่สมุมติเป็นการกระทำ คือการกระทำกรรม เว้นการกระทำ" งงไหม การกระทำที่ถึงแม้จะไม่กระทำแต่ก็ถือว่าเป็นการกระทำ คือการกระทำกรรม เว้นการกระทำ ฟังแล้วไม่รู้เรื่อง ท่านอาจารย์ยกตัวอย่างว่า มนุษย์เจอคนกำลังจมตก จะตก จมน้ำนะครับ เขาว่ายน้ำไม่เป็นช่วยได้ ยืดมือไปฉุดช่วยได้ แต่เราไม่ฉุด ปล่อยเขาตายต่อหน้าต่อตา ถือว่าฆ่าคนตายโดยเจตนานะครับ โดยที่เราไม่ได้กระทำ หรืออย่างมีแม่มีหน้าที่ให้นมลูก ปล่อยให้ลูกตายโดยไม่ให้นมก็ถือว่า เป็นการฆ่าคนตายโดยเจตนา การไม่ได้ทำนั้นเหละ ฉะนั้นการกระทำที่ถือแม้จะไม่ได้กระทำ แต่ก็ถึงว่าเป็นการกระทำ คือการกระทำกรรม เว้นการกระทำ เข้าใจ นี่คือการอธิบายภาษากฎหมาย แต่ภาษากฎหมายไม่ได้ใช้คำอย่างนี้นะ ใช้คำง่ายของพระพุทธทาส กำกวม นี่ผมอ่านหนังสือภูเขาทองแห่งวิถีพุทธธรรม ผมอ่านแล้วตีความอย่างนี้ ผมก็ตื่นเต้นคือว่า แอะ!หนังสือเล่มเดียวที่ทำให้เรารู้เข้าไปในตัวเรา เพราะหนังสือทุกเล่มที่เราอ่านมาบีบเรารูออกไปนอกตัวเราเท่านั้นเลย มีเพียงหนังสือเล่มนี้ ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรมแล้วก็การได้ปฎิบัติอนาปนาสติ พรรณาอย่างง่ายๆที่ทำให้เรารู้เข้าไปในตัวเรา ไอ้การที่รู้เข้าไปตัวเรา ก็รู้ว่า กูทำไมถึงเจ็บปวด วิกฤตชีวิต ทำไมจึงเป็นทุกข์ ทุกข์มันเป็นอย่างไรอะไรนี้ ก็ทำให้เราเข้าไปข้างใน นั้นเลยทำให้ผมสนในใจพุทธทาส จากนั้นก็อ่านหนังสือท่านพุทธทาสตลอด อ่านหนังสือภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรมแล้วก็ย้อนต้องไปอ่านอีกเล่มหนึ่งที่เป็น คู่กัน คือ วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรมเป็นเล่มแรก ที่อาจารย์พุทธทาส มาบรรยายในปี พ.ศ. 2492 เกือบ10ปี หลังจากนั้น 2เล่มนั้นคู่กัน จึงจะเข้าใจ ก็ทำให้เข้าใจว่า ทำไม ท่านพุทธทาสถึงไม่ตายเหมาะเป็นยุคสมัยอย่างยิ่ง มาจนถึงปัจจุบันก็ยังเหมาะกับยุคสมัยปัจจุบัน โดยเฉพาะหนังสือ 2เล่ม นี้ คุณ นราส วลินวัต ซึ่งเป็นนักประพันธ์เอกเสียชีวิตไปแล้ว ก็เคยพูดว่า ถ้าให้ข้าพเจ้าไปอยู่ติดเกาะ และก็เอาหนังสือไปได้2เล่ม ข้าพเจ้าจะเอาหนังสือ2เล่มนี้ ได้รับการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ ผมก็ได้เชิญให้ไปในงานเปิดงานหนังสือนี้ ผมก้ไปเล่าอย่างนี้เหละ และก็ยืนยันว่างานการหน้งสือแห่งชาติมีหนังสือเป็นล้านเล่ม ถ้าจะให้ผมเลือกหนังสือ2เล่ม ผมก็จะขอเลือกหนังสือ2เล่มนี้เท่านั้น เหมือนกันคือวิถีการเข้าถึงพุทธธรรมภูเขาแห่งพุทธธรรม ที่ทำให้ผมรู้จักอาจารย์พุทธทาส"
"ต่อจากนั้นผมก็อ่านหนังสือท่านพุทธทาส มาตลอดโดยเพื่อนก็เป็นนึงที่สนใจด้านงานท่านพุทธทาสและเดี๋ยวนี้ก็ศึกษาด้วยกัน นักเรียนิติศาสตร์ มีธรรมชาติเกี่ยวกับหนัง คือ ชอบโต้เถียงโต้แย้ง หลักจากเข้าห้องสอบก็พอได้รับกระดาษออกมา จะจัดกลุ่มโต้กันโดยไม่ต้องรู้จัก กลุ่มไหนเขาโต้กันก็เข้าไปฟัง เขาไม่ยิ้มก็โต้ทันทีอะไรอย่างนี่ อย่าง ผมกับเพื่อนสองคนจะโต้กับเรื่องพุทธธรรมในเรื่องท่านพุทธทาส บางทีเลยไปเรื่องอื่น"
"ผมอยู่จะกาญนบุรี เราอยู่ร่วมกัน กลับไปเมืองกาญ คือ เรานี่เดินไปเรื่อยรอบเมืองคุยกันเรื่องนี้ ซึ่งตอนนั้นบ้าเรียกว่าบ้า บ้าเรื่องพุทธธรรมของท่านพุทธทาส มันได้ใช้ของท่านพุทธทาส โดยธรรมนิยาย ซึ่งพระพุทธองค์เคยบอกว่า"ไม่ว่าพระองค์จะเกิดขึ้นมาบนในโลกนี้ หรือไม่ ตามแต่ธรรมนั้นคือความจริงนั้นไม่อยู่ในใจ อันนี้คือความเป็นที่ว่าสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยงหรือธรรมทั้งหลายไม่ใช้ตัวตน พระองค์จึงมาพบ มากำหนดมาบัญญัติ มาแสดงและมาทำให้แจ้ง ตรงนี้สำคัญมา เป็นธรรมชาติ เป็นปักจะที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ พระองค์จึงมาพบ และพยามทำความเข้าใจ และมาทำกำหนดมาบัญญัติมาย่อยและก็มาทำให้แจ้งมาเผยแพ"ร่ ฉะนั้นจึงคิดว่าธรรมพุทธรรมจึงความฝากของท่านพุทธทาส ก็ไม่ใช้ว่าเป็นธรรมธรรมของท่านพุทธทาส ฉะนั้นท่านอาจารย์พุทธทาส ท่านจึงอธิบาย ท่ามกลางหัวใจกับกฎแห่งวัฏจักรทำให้เราได้เข้าใจ เราจึงรู้ตื่นเต้น ไม่ตื่นเต้น กับท่านพุทธทาส แต่ตื่นเต้นกับสัจจะที่ไม่มีใครอธิบายได้เข้าใจอย่างนี้ นั้นเหละคือเหตุผลที่ผมสนใจท่านพุทธทาส"
"ที่พบกับท่านอาจารย์พุทธธาตุบุคคลจริงๆ ผมก็ได้ไปบวชเรียนกับท่านคือหลังจากนั้น กลับมาก็ต้องเรียนให้จบให้ได้ ตอนนั้นไม่สำคัญว่าจบหรือไม่จบ ถามเองเหมือนกันน่ะว่าเรียนมหาวิทยาลัย เรียนไปทำไม ด้วยกฏหมายเนี้ยแน่นอนอาชีพก็ต้องเป็นนักกฎหมายงั้นตอบตัวเองว่าไม่อยากเป็น นักกฎหมาย ตำแหน่งสูงสุดของนักกฎหมายคือพิพากศาล อยากเป็นมั้ย ถามตัวเอง ตอบตัวเองว่าไม่อยากเป็นผู้พิพากศาล เป็นนายร้อยตำรวจก็ไม่อยากเป็น ทหารก็ไม่อยากเป็น เป็นนายกมั้ย เพราะว่านักนิติศาสตร์เป็นนายกหลายคน ท่านนายกชวน ก็นิติศาสตร์ ท่านนายกชวน ก็รุ่นผม2รุ่น ก็ไม่อยากเป็น ถามว่าแล้วเรามาเรียนทำไม ก็ถามตัวเอง พวากเราที่เป็นนักเรียนอยู่ทุกวันนี้น่าจะต้องถามตัวเองน่ะ เรามาเรียน เราเรียนไปทำไม นี้เป็นคำถามที่ตลกมาก ผมเรียนมหาวิทยาลัยก็ยังถามตัวเองในที่สุดก็ถามกลับว่า แล้วเราชอบอะไร แล้วเราไม่ชอบอะไร ไว้ที่เป็นเรียนแล้วเป็นอย่างนั้นแล้วชอบอะไร ไอ้การหาความชอบของตัวเองนั้นสำคัญมาก เราชอบดนตรีแน่นอน ชอบเรียนหนังสือแน่นอน ถามนิดหน่อยชอบเรียนจริงๆ ตอบก็คือชอบอ่านหนังสือกับเขียนหนังสือ ถ้างั้นอ่านหนังสือกับเขียนหนังสือ แค่ชอบ 2 อย่างนี้ ผมก็ไม่ต้องเรียนก็ได้ ออกจากมหาวิทยาลัยนี้เลย อ่านหนังสือ เขียนหนังสือที่ไหนก็ได้ มันท้าทายตอนนั้นอยากจะออก ผมเรียนทำไม เสียเงินทุนเยอะแยะ กลับเลยดีกว่าไปอ่านหนังสือ เขียนหนังสือ"
"แต่ว่าผมเป็นคนบ้านนอกอย่างที่บอก บ้านผมไฟฟ้าก็ไม่มีกันดาร มากเด็กที่จบรุ่นเดียวในมหาวิทยาลัยมีแค่4 คนเท่านั้น ผมเป็นอีกคนหนึ่งและอีก3 คน ที่จบไปแล้ว แล้วธรรมเนียมบ้านผมที่จบมหาวิทยาลัยนั้นมีรูปรับปริญญาติดไปที่ฝากบ้าน เท่านั้นไม่พอต้องไปติดไว้ที่วัดด้วย เป็นเกี่ยวติศรีแก่หมู่บ้าน ฉะนั้นผมเป็นคนเดียวที่เรียนไม่จบ มันอายเขาน่ะ มันอายเขา ไอ้ความรู้สึกว่า ไม่จบไม่ได้นั้น ทำให้ต้องเรียนให้จบ ทั้งที่เราไม่อยากไปทำงานเกี่ยวกับกฎหมายเลย อยากจะอ่านหนังสือ เขียนหนังสือเท่านั้น แต่ต้องเรียนให้จบ อันนี้ก็อยากจะฝากบอก พวกเราน้องๆหรือพวกหลานๆน่ะ ว่าต้องถามตัวเองตั้งแต่วันนี้ ว่าเราชอบอะไร เพราะว่าความพยาพยาม ผมเองนี้เหละ ผมเองนี้เหละจบกฎหมายแต่ไม่เคยดำเนินกฎหมายเลย แต่สิ่งที่ตัวเองชอบ ผมตอบตัวเองได้ก็คือ ผมก็ยังทำอยู่ทุกวันนี้ คืออ่านหนังสือเขียนหนังสือไม่มีอะไรที่จะมาแย่งความชอบที่ผมเป็นอยู่ทุก วันนี้ได้เลย และผมก็ไม่รู้สึกว่า จะต้องไปอะไรที่มากกว่านี้ และไม่มีอะไรที่ต่างไปกว่านี้กับการอ่านหนังสือเขียนหนังสือ งั้นทุกอย่างให้พวกเราจำไว้ว่า น้องๆ ลูกๆ หลานๆว่าหาความชอบของตัวเองให้เจอตั้งแต่วันนี้ แล้วอย่าให้ความชอบนั้นหลุดมือเรา อย่าให้อะไรมาเป็นอุปสรรค์แม้กระทั้งการเรียน แม้กระทั้งการศึกษา ขอให้ความชอบเป็นความชอบที่ดี ความชอบจริงๆของเราน่ะฮ่ะ อย่าให้อะไรมาเป็นอุปสรรค์กับความชอบของเราน่ะครับ"
"จงจำมันให้มั่น พัฒนาให้แน่นอน นั้นเหละครับ หลังจากผมได้ทนต่อ อดทนเรียน เรียนให้จบแต่สิ่งที่ผมอ่านมากว่า การเรียน ก็คือ อ่านงานของท่านพุทธทาส ทำให้เรารู้จักเรียนตลอดเวลา มีแต่เรื่องข้างใน ไม่มีเรื่องข้างนอก ผมจบแล้วก็ทนไม่ได้ ก็ต้องบวช เพื่อจะไปลงปฎิบัติทำตามที่อ่านนะครับ แม้กระทั้งอาจารย์ สุโมท์ ไม่มีการบวช ไม่อุปสมบทที่อื่น ผมจะต้องบวชหยุดการศึกษาจากจังหวัดกาญจนาบุรี เพื่อเรียนพื้นฐานแบบครึกครักผู้เรียน เพราะท่านพุทธทาส เคยเขียนหนังสือว่า "ผู้ที่มีอุปสรรค์นี้ อย่างน้อยจะต้องได้พระธรรมเอกก็ต้องบวชอีกสองบรรษา ผมออกพรรษารีบไปสวนโมกข์ทันที ไปถึงได้ไปเจอท่านพุทธทาส แล้วก็คุยกับท่านตามคำถามต่างๆ ว่ามาจากไหนยังไงๆ มาอยู่ที่นี่ เพราะอะไร เราก็เล่าให้ฟัง แล้วเราก็พยามไปถามท่านบอกว่า การปฎิบัติธรรมให้สมมกต้องใช้ปัญญาอย่างไร คำว่าปัญญาของเรานั้น ท่านตอบคำเดียวก็ทำให้เราเข้าใจหมดเลย แล้วก็ท่านคอยพูดเสมอบอกว่า ส่วนใหญ่แล้วมาตั้งคำถามกับท่านมักจะเป็นปัญหาปรุงแต่งไม่ใช้คำถามจริงๆ พอท่านบอกปัญญาที่ทำให้เราสมมกได้ ผมก็เลยเข้าใจ แล้วไม่ถามอะไรท่านอีกเลย ฟังท่าน ก็ท่านมาพูดบอกว่าในสมมกนะก้อนหินก็พูดได้ ต้นไม้ก็พูดได้ ผมเคยไปนั่งอยู่กับก้อนหิน ใต้ต้นไม้น่ะ เงียบ มันเงียบ แต่ใจของเรานึกไปตลอด ถ้าเป็นต้นไม้แล้วจะทนอยู่ไหม ต้นไม่มันไม่เคยไปไหนเลย เราบ่อย เราต้องขยักไปตรงโน้ม แต่ตันไม้ไม่เคยไปไหนเลย ต้นโตวงใหญ่ มันอยู่ได้ไง ก้อนหินมันก็อยู่ตรงนั้น มันไม่เปลี่ยนไม่อะไรเลย ตั้งของมันอย่างนั้น ผมคิดว่าไอ้การนิ่งการสงบของมัน มันมีลมอยู่นั้นเหละเป็นวัฏจักรมันกำลังคุยกับก้อนหิน กำลังคุยกับต้นไม้ คุยด้วยความสงบ ความนิ่ง ความเงียบ ได้นี้สิ่งที่เราได้จากสมมกมากไปกว่าสิ่งที่ท่านพุทธทาส คุยให้ฟัง เล่าให้ฟัง สมมกเป็นอย่างง่ำ ถ้าเราเข้าใจ ครับ"
ผู้ร่วมดำเนินรายการ "พี่เนาวรัตน์ค่ะ พี่บวชเรียนมานานแค่ไหนค่ะ รบกวนเล่าให้ฟังได้ไหมค่ะ?"
วิทยากร "ผมบวชประมาณมา 10 เดือน พอจะเข้าพรรษาปี 2 ผมก็สึก เพราะรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว ถ้าผมอยู่ต่อเรื่อยๆ ป่านนี้ก็คงเป็นเจ้าสำนักไปแล้ว ก็มีจัตุคาน
ผู้ร่วมดำเนินรายการ "ตอนนี้ถ้าน้องๆอยากจะเป็นกวี เหมือนคุณเนาวรัตน์ คุณเนาวรัตน์มีข้อแนะนำอะไรค่ะ?"
วิทยากร "เนื่องจากว่าผมชอบแต่งกลอนมาตั้งแต่เด็ก ที่บ้านผม พ่อ พ่อเป็นคนเดียวที่อ่านหนังสือเขียนหนังสือออกนะครับได้ เพราะแม่ผมก็อ่านหนังสือไม่ได้มาอยู่กับพ่อ พ่อก็สอนให้จนอ่านหนังสือได้เขียนหนังสือได้ เท่าที่ผมเกิด พ่อก็ตั้งชื่อว่าเนาวรัตน์ เพราะว่ามีกลอนอยู่ในเรื่องสังทอง เรื่องสังทองมีอยู่นี้ว่า "เนาวรัตน์ ชาชาวัง วังแวนนั้นริมาทมเรทะยานยกทัพเทวัย หยุดทองแถว เนาวรัตน์ชาชาวัง วังแววก็ชอบเนาวรัตน์ ชาชาวัง" ก็ตั้งชื่อให้ลูกที่ยังไม่ได้ออกมาว่าชื่อ “เนาวรัตน์” พอผมออกมาเป็นผู้ชายก็ได้ชื่อว่าเนาวรัตน์ ต่อมามีน้องเป็นผู้หญิงก็คือ "ชังชาวา" ตั้งชื่อตามกลอน ในที่สุดออกมาเป็นน้องผู้หญิงเท่านั้นเลย อีก 4คน น้องคนสุดท้องผม เขาชื่อโรจจนา ต้อนนั้นที่บ้านผมบ้านิยาย มีผมชื่อเนาวรัตน์ ตอนนั้นพ่อแก ก็เขียนโครงกลอนตามฝาบ้าน เขียนนิทานให้ชัด ท่านสอนผมท่อง แต่ผมยังอ่านหนังสือไม่ออกน่ะ ท่องเหมือนนกแก้ว นกขนทอง "เรื่องกินซึ่งซับน้ำแหลมหวี หาง่ายหลายหมื่นมีมากได้ เพื่อนตายขาดคอนชีวา ขาดหายากกว่า ดีแค่ยากแท้จัดหา จัดเรือเหมือนนกที่จัดรัง อยู่ข้างหลังก็จะเลนะแงทอง ยามค่ำย่าฆ้องกระด่อพายข้างพิรังชุมชมห้อย ยามดึกเดาเครื่องดึงสะท้อน น้ำด้ยย้อยเย็นฉันชื่อ อำพร"
วันนี้ผมท่องได้ โดยที่ยังอ่านไม่ได้และอ่านไม่ออก พอถึงวัยเข้าโรงเรียน พ่อก็แต่งกลอน "กอไก่ให้ผมท่อง ก เอ่ยที่กอไก่ จนขำเรียกไปให้เธอฟัง ขอไย่มีงานพวกผรั่งก็ชอบกิน(ทำไมต้องพูดฝรั่งให้ได้)ฃ ใช้ใส่เหล้า กิ้วหุ่ย ให้เจ้าก็ชอบกิน คนเจ๊กกับคนญี่ปุ่นก็ชอบ ต หลังมันเป็นกระดูก ถ้าจะเรียกให้ถูก ก็จะเรียกว่ากระดอง ฮ นกฮู่ จับตันมะยม ลูกตาโต" เมื่อเห็นลูกท่องได้ พ่อก็แต่งให้ผมท่อง พอดีผมท่องได้ พ่อก็จับมือให้หากเขียน กอไก่ ฉะนั้นน้องๆ ทุกคนก็ต้องท่องเหมือนพ่อก็จะเป็นครูคนแรกของผม ที่ทำให้ผมรักและอ่านหนังสือและเขียนหนังสือและท่องกับกลอนมาตั้งแต่เด็ก ฉะนั้นเมื่อผมโตเริ่มจะเป็นหนุ่มจำได้ว่านั่งเห็นผู้หญิงสวย ตอนนั้นอยู่มัธยมปีที่สองสมัยก่อนอยู่แค่ปี4 ปี4 เปรียบเทียบเดี้ยวนั้ก็ ป.5-ป.6 ฉะนั้นเด็กป.6 เริ่ม มีความรักกันน่ะ ผมเป็นตัวอย่าง ผมมีความรักแต่ก่อนบทกวีอยู่กับแว่นหวาน เมื่อผมเห็นสาว ผมก็เริ่มเขียนกลอนเขียนท่องๆมานั้นเหละ ไม่ได้เขียนอะไรมาก เมื่อผมขึ้นมามัธยม แต่ก่อนเขาแบบโรงเรียนชาย โรงเรียนหญิง ก็เป็นเพื่อนกัน ก็เริ่มเป็นหนุ่มด้วยกัน เอาชื่อสาวโรงเรียนสตรีมาให้เราแต่งเขียนกลอนเพื่อนก็เอาไปให้สาว สาวบางคนเก่งก็เขียนตอบมา ไอ้เพื่อนหน้าโง่ ก็เอามาให้ผมอีก ผมก็เขียนกลอนจีบสาวให้เพื่อนในห้อง จนกระทั่ง เอานี้แล้วกัน บทละ 1บาท ผมเป็นนักเขียนอาชีพตอนเป็นมัธยมนะครับ มีหน้าที่เขียนกลอนจีบสาว เขียนมาตั้งเยอะ สมัยโน้มน่ะ บางทีก็ให้บ้าง ไม่ให้บ้าง บางทีธรรมดาให้ 1 สลึง50 สตางค์ ก็กินข้าวแกงได้ อย่างเช่นแม้ว่าเป็นกลอนจีบสาวของผม ตอนหลังเมื่อ 20 กว่า ปีนี้ เพื่อนผม เมื่อผมเขียนกลอนจีบสาวให้เจอกันก็ดีใจอาศัยเพื่อนมัธยมด้วยกันก็พาไปบ้าน ก่อนเข้าบ้าน มันดึงผมแล้วก็สะกิดผมว่า "เฮ่ย..เอ็งอย่าไปบอกเมียข้านะโว้ย กลอนที่ติดบ้านฝ้านั้น เอ็งเป็นคนเขียน เมียข้าของข้าน่ะโว้ย กูนี้เป็นบุญเป็นกรรมเพื่อชีวิตนะ" ใครจะไปรู้ว่าไอ้เราเขียนเล่นๆ ก็กลายเป็นจริง ทำให้คนๆหนึ่งรักกันเป็นจริง และอยู่กินด้วยกันขึ้นมาเลย ผมนึกถึงรางวัลทางวรรณกรรมของผม นั้แหละคืออะไร ประสบการณ์กับกลอนที่ผมได้มาจากวัยเด็กของผม"
วิทยากร "บทกวีของคุณเนาวรัตน์นะค่ะจะเริ่มจะหวานๆก็คือชื่นชมธรรมชาติ แล้วก็มาถึงจุดหนึ่งน่ะ เมื่อมีเหตุการณ์บ้านเมืองเข้ามา คุณเนาวรัตน์เริ่มแสดง จุดยืนจับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทย แล้วก็คือได้ติดตามผลงานของคุณเนาวรัตน์ตามเวทีอิปรายร่วมประชุมเสมอ ก็ได้ตามฟังก็ตกใจ คุณเนาวรัตน์ประกาศจุดยืน ซึ่งตรงนี้ไม่ทราบว่าคุณเนาวรัตน์เล่าให้ฟังได้ไหมค่ะ?"
วิทยการ "อืม... นี้ก็เท่ากับเป็นการบันทึกทำให้ผมต้องย้อนไปนึกถึงสิ่งเก่าๆที่ดีเหมือนกันน่ะ รู้สึกมีการถ่ายไปด้วย วันหลังผมไปขอเลยชุดหนึ่ง เพื่อจะเป็นประวัติชีวิต เออ...หลังจากผมเขียนกลอนจีบสาวอะไรอยู่ในธรรมศาสตร์เข้าชุมนุมวรรณศิลป์ สมัยโน้มกลอนรักเพื่อนมากๆเป็นยุคสมัย จอมพลสิริ เป็นนายกรัฐมนตรี สมัยนั้นเขาห้าม ห้ามกิจกรรมทางการเมื่องทุกชนิดเลยน่ะครับ คน 5คน จัดกลุ่มคุยด้วยกันก็ไม่ได้ มีสายลับสุขภิบาลมา ฉะนั้นในธรรมศาสตร์ฝ่าฝืนไม่มีทาง ว่าเราต้องคุยเรื่องการเมืองเรื่องกฎหมายตลอดเวลา แต่ว่าไอ้ชุมนุมวรรณศิลป์เป็นกลอนรัก กลอนจิบสาวเยอะแยะเช่น "หน้าสูงๆ สวยสง่าในตาฝัน ยิ้มขำๆ ชมหัวใจหวาน ทักสั้นๆคิดถึงพจน์สันตา ไอ้นี้หรืออนิจจาของความรัก อะไรอย่างนี้ แสดง อะไรน่ะ ขณะที่ปากมีไว้ให้เพื่อพูดเธอก็ทิ้งลิ้นกลางพูดพูดเสียงหนัก ส่วนหัวใจมีไว้ให้รัก เธอไม่อยากให้มันฉันเสียดาย.." สมันนี้เขียนกันได้ไหนอย่างนี้ มีกลอนรัก เขาก็ใช้มือถือกดๆกันนัดพบกันได้เลย โกรธกันได้ง่าย อารมณ์มันไวมากในมือถือ สมัยนั้นจะนั่งเขียนกลอนออกมา จากหัวใจออกมา คลี่แตกกันได้เลย กลอนอกหักนะ อยากลบรอยเท้าเพื่อน ที่เหมื่อนขอลบภาพคู่เคยงครองตลอดหน้า ยิ่งอยากลบ ยิ่งกระจาย ยิ่งรางลาย ผมตำตา ตำ ผมจำไว้ตำใจ คำว่าตำตาตำใจ ง่ายกันน่ะ แต่มันเป็นกลอนเหมือนมีน้ำหนักน่ะ มีน้ำหนักของคำถ้ใช้ให้ถูกหรือศิลปะของการใช้คำมันจะมาแทนความรู้สึกของเราได้เลย"
"อีกบทหนึ่งของคนสมจิตสมแท้ ตอนนั้นนักศึกษาโบราณคดีเขียนว่า “ เมื่อรักกันไม่ได้ก็ไม่รัก ไม่เห็นจะเกรงการสถานใด ไม่รักกู กูก็จะไม่รักใคร แอะน้ำตากูไหล ทำไมหรือ สถานโบราณคดีละลายออกหน้าทันใดนั้นเลยหรือ ความอกหักความรักของวรรณคดี ไม่รักกู กูก็ไม่รักใคร" ผมอ่านว่า แอะ น้ำตาไหลทำไมหรือ น้ำตาลไหลรู้ตัวไม่นี้คือ คนในอดีตรักในสมัยที่ผมเขียนฉบับเริ่มต้น ที่ผมว่ามันมีสิ่งที่เราทำให้รู้จักความรู้สึกของเรา ลึกซึ้งและรู้จักหาคำมาแทนอารมณ์ความรู้สึกของเรา ในช่วงเวลานั้นมันนานมากผมเรียน 7 ปี ผมจบปี 2508 ก็ยังไม่เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ไม่ทีทาง แต่เนื่องจากว่า ผมตั้งชมนุมดนตรีไทย แล้วก็เล่นดนตรีไทยมาเรื่อยๆ เมื่อกี้ผมพูดเรื่องวรรณศิลป์ แต่ดนตรีไทยผมไม่เคยทิ้งเลยเหมือนกันผมต้องกินนอนอยู่ห้องดนตรีไทย ที่ธรรมศาสตร์ทุกวันนี้ก็ยังมีตู้ผมอยู่ใบหนึ่ง เป็นที่เล่าลือเป็นตู้ของผม ก็ใช้ เพราะว่าสมัยนั้น ผมกินนอนอยู่ที่นั้น แล้วก็จนกระทั่งผมจบแล้ว ผมบวชเณรแล้วแต่งงานแล้ว ไปอยู่ปัตตานี จะสอนที่สงขลานครินทร์ ที่ปัตตานี 1 ปี กลับม พอกลับมานี้แล้วมีลูกน้อง ที่รักดนตรีไทย ก็ดึงผมไปเล่นคนตรีไทยกัน เพราะตอนนั้นเราก็เริ่มที่แต่งเพลงใหม่ ทำให้คุณเบื่อที่จะต้องเล่นเพลงเก่า แล้งก็เอาเพลงสนุกๆของคนตรีไทยนั้น เอามาแต่งเรื่องใหม่ เพราะจะต้องอาศัยผม ผมแต่งเนื้อให้ครับ"
ผู้ร่วมดำเนินรายการ "มีบทเพลงที่คุณเนาวรัตน์ ร้องแต่งในสมัยก่อนไหมค่ะ”
วิทยากร "นี้คือเริ่มคิดกันเรื่องนี้ แอะทำไมเราไม่ทำทำนองดนตรีไทยสนุกสนุกอย่างนี้นะ ใส่เนื้อใหม่ เราก็เริ่มทำกัน ชื่อวงเจ้าพระยาจำได้ว่า คุณสมจิต คุณเท่ ต้องช่วยแต่งเนื้อร้องด้วย เนื้อร้องเยอะ แล้วก็นั้นแหละคือตอนปี 2516 ตั้นๆ พอเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา มันมีการขัดแย้งโต้แย้งกันต่อสู้ มีกิจกรรมของนักศึกษา เพราะมีการเรียกร้องความไม่เป็นธรรมเรียกร้องไปทั่วทุกหย่อนหญ้าว่างั้นเถอะ โรงงานที่ไม่ที่ไม่มีทาง หมู่บ้านที่ไม่มีทาง ชาวนาที่ได้รับการทำต่างๆถูกกระทำที่ไม่เป็นที่ทาง นักศึกษาต้องลงพื้นที่ไปทำกิจกรรมไปเผยแพร่ประชาธิปไตย ดนตรีก็เรียกร้องผม มีการประท้วงที่ไหน เราก็ต้องไปช่วย ตอนนั้นวงคาวาเริกสั้น วงกรรมชนเริกสั้น วงดนตรีไทยก็มีศิษย์เรียกร้องสูง เราเองมีดนตรีเจ้าพระยาแล้ว วงกรรมชนไม่ได้ไปสอดคล้องกับการต่อสู้ต่อความยุติธรรมก็ต้องมาแต่ง มาแต่งเนื้อร้องกันใหม่ ฉะนั้นนักดนตรีหลายคนนี่ไม่เห็นด้วย พวกนักดนตรีไทยโดยทั่วไปนั้นเขาก็จะไม่ยอมมาเล่นเพลงพวกนี้ที่มีการขับไล่ไปอเมริกา มันแปลกดนตรีไทย ไปร้องเพลง เนื้อร้องก็เป็นกาลศิลป์ (ชื่อเพลงคาศิลป์) แล้วเพลงที่ผมร้องนี้เป็นเพลงขับไล่ฐานทัพอเมริกา จนนักดนตรีก็ร้องแตกวงออกมาที่เป็นวงต้นกล้า วงต้นกล้าพวกเจ้าพระยาเขาไม่ลงมา วงต้นกล้า ก็เลยเป็นวง 3 วง คือ คาราวากับมะชนและวงต้นกล้า จนกระทั้ง มะคุกทิ มัดไทย สมัยนั้นคุณบุญเท่ง ตรงตะวัน ห้ามเล่นเพลงเพื่อชีวิต ฉะนั้น เพลงเพื่อชีวิตของเรา 3-4 วง ก้ตั้งเวทีกลางสนามหลวง ผมแต่งเพลงตามฟ้อนร้อง ขับให้นักดนตรีบุญเท่ง คือสมัยนั้นคือ ถ้าใครเกิดทางสมัยนั้นจะรู้ ว่า่ความคิดของความถูกต้องเป็นใหญ่ ใครที่ไม่เห็นด้วย เรากล้าที่จะขัดค้าน กล้าที่จะต่อสู้ นี้คือ สมัย 14 ตุลา ก็ต้องเหมือน 6 ตุลา ก็เกิดการร้องปรับนักศึกษา พวกเราอยู่ในสนามฟุตบอล แล้วก็คือนั้นเวลาตี 2 สนามฟุตบอล ผมต้องกลับบ้านก่อน แต่บางคนก็อย่างอยู่เกือบก่อนเที่ยงคืน กลับมาเข้าสนามฟุตบอลนี้นะห่ะ เพราะว่าพวก พวกทหาร พวก ต.ช.ด พวกกระทิงแดงล้อมธรรมศาสตร์นั้นเหละเกิดคดี 6 ตุลาฯ"
"หลังจากนั้นก็อย่างที่เรารู้กัน นักศึกษา ประชาชนหลายคนต้องเข้าป่า นักดนตรีต้นกล้าหลายคนก้เข้าป่า แต่ทุกวันนี้ก็กลับมาหมดเรียนร้อยแล้ว หลายคนก็ได้ดี ได้ดีแล้ว ตามที่เรารู้ๆกันอยู่ทุกวันนี้ นั่นและครับผมเปลี่ยนจากกลอน รักมาเป็นกลอนอย่างนี้ได้อย่างไง คือผมผ่านเหตุการณ์ด้วยตัวเองตลอดตั้งแต่ 14 ตุลารวมทั้ง 6 ตุลา จนกระทั้ง 17 พฤษภาคม 2535 จนกระทั่ง 19 กันยายน ที่ผ่านมาเพราะเราเข้าใจเรื่องอย่างนี้มาตลอด ถ้าคุณผ่าน 14 ตุลาจะรู้ว่า อะไรเป็นอะไร อยู่ได้ทุกๆวันนี้เราก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไรมากขึ้นละเอียดมากขึ้น คนที่เคยเร้าใจกันมาก็แตกแยกความคิดไป ในกรณี 19 กันยา เยอะแยะเลยเราไม่อาจดูแลเขากลายเป็นอะไรนี้น และก็ผมยังเขียมอยู่ยังเขียมอยู่ เป็นคอลัมนิสต์ เป็นประจำเขียมกลอนเงิน เดลินิวส์ วันอาทิตย์ๆ ขอเวลานิดนึงจะได้รู้ว่ากลอนรักมาเป็นกลอน มีอะไรหรือเปล่าครับ ยังไม่มีอะไรคิดครับะ เพื่อเราจะได้ทำความเข้าใจร่วมกัน ว่าผมเปรียบเทียบว่า จากกลอน กลอนเหตุการณ์ 14 ตุลา ผมเปรียบเทียบว่า ผมเขียนเรื่องสมพราญเซ็งโบถส์ สมพราญเซ็งโบถส์ พอเข้าใจครับถึงผมเปรียบเที่ยบว่า เด็กวัด เห็นเจ้าโอวาสฉันข้าวเย็นก็โวยว้าย สมพราญเซ้งโบถส์ก็เลยส่งเด็กวัดออกจากวัด เด็กวัดก็เลยเป็นไม้โต๊ะด่าสมพราญอยู่หน้าวัดพวกเด็กวัดก็เห็นอาบัตรของเจ้าโอวาสก็มาตั้งโต๊ะด่าสมพราญอยู่หน้าวัด สมพราญไม่สนใจถือเป็นอาบัตรเล็กน้อยสิ่งที่สมพราญทำสังทำใหย่ครั้งนั้นคือเซ็งโบถส์ เซ็งโบถส์หรือชาวบ้านเข้ามาร้องกุฏิ เด็กวัดสองคนก้ไปยกโต๊ะมารวมร้องกุฏิด้วย นั้นนั่นคือ เหตุการณ์ก่อนจะเกิด 19 กันยายน เด็กวัด 2 คนเป็นใครควรพอจะนึกออกและควรจะเดาได้"
"แล้วก็ชาวบ้านที่มาร้องทุกข์นี้เป็นพวกใดควรพอจะนึกได้ผมเขียนว่าศรัธาและไว้ใจจึงยกให้เป็นสมภานไม่เคร่งจะเพียรงามก็พอเหมาะและพอเสกมนต์มหาตุเกศตระกุดและลูกธง มหายมพระเครื่องชุดที่เนื้อฉีก สมพราญนพึ่งวางไข่ล้อมองค์ด้านผูกสายศิลป์ปีกกลองก็ยุ่งหยิก หยิกญาติยมสมพานกันถึงการอนุบาทวิบากล่วงอาบากฉะกับฉะกันสมพราญ จึงสัมพันธ์ทั่วเซ็งโบสถ์ชั่วโช่ฉะหงาย ทรยศต่อศรัทธาและคาดความไว้วางใจ ขอประชาผู้เป็นใหญ่ด้วยอำนาจโดยชเอบชม เสียงธูปและเสียงเทียนที่ยืนหลงและกลมกงควรเตือนประชาชนจะนิมนต์สมพราญคืน ตอนนี้เกิดเหตุการณ์19กันยายน ใช่ไหม เกิดเหตุการณ์19กันยายน เลอเนี่ย ผมก็เปรียบที่ว่ามันเหมือนกับรถเข็นมันยกเนื้อเรานะ เราจะบอกว่ารถเข็นเคยเดินออกไปเขียนอย่างนี้ก็ไม่รู้เรื่องใช่ไหม ไอ้เข็นออกไป ออกไป มันก็ไม่ออกใช่ไหมต้องใช้คติโบราณว่าหนามยอดหนามออก"
"ผมเขียนว่า “หนามเพริดประดองเพริดเผด็จการชะกำชะไกผ่องเนื้อบวงหนึ่งไหนองค์ชะแรกในน้ำลึก ผมเนื้อที่หยาดหนามไม่รู้สาไม่รู้สึก เนื้อแท้ซิร้าวระทึกจะกู้ดหนอระทุกข์หนาม ตำราโบราณว่า หนามตำกับหนามตาหนามยอดหนามบวง ยังไม่มีแรงชะกำพอมีเข็มก็ใช้เข็มเพื่อบวงหนามด้วยจำวงเจ็บเท็จก็จะทนไม่ปลายหนามไม่บวงหนอ เผด็จการสามัญคือ หนามพิษเพื่อย่ำทอง เข็มแหลมและทาทองพจน์กำจัดสิ้นป่าสัก บวงให้สิ้นกลี่นสาจนเข็มอยากหักมากลับเป็นหนามเข้าฝังเนื้อ ขอสองอย่าง เข็มอย่าเป็นสนิม 2.เข็มอย่าหยาบคาย ทั้งสองอย่างทำได้ก็ดีแล้ว เพราะว่าเวลานี้เกิดภาวะที่ผม เขียนว่าเข้าโอกาสจำวัด ขณะนี้จ้าอาวาสเข้าจำวัด อยู่วัดก็จำวัด พวกเด็กขัดมันจับไว้ หนูหมาและสาวไก่ก็เด็กวัดมาจัดการ ชาวบ้านกี่กลางวัด ก็เรื่องราวของชาวบ้านลุงพูนผู้สูญพันธ์รับเรื่องมาดูแล."
"ตั้งต่อแค่ขอใครไม่ให้ใครเผาผลาญ ศรัทธาอันใดเท็จ ก็จะหลอมศรัทธานั้นบทเก่าที่ชางเกริ่ง ไปกวนริ้งไปกวนรัง วันหนึ่งนึกถึงมันสมภารเขาก็มา เป็นไข้เสร็จญาติผมอย่าห่วงนิพนธ์รีบลงมาหา กรุงเกรียนอันญาติตรากับเสียงหมาเหากลางเกรียง อนิจจานออาวาขี่เจ้าโอกาสไม่เคยเตรียมเสียงธูปและเสียงเทียนขณะที่เสียงศรัทธา"
ผู้ร่วมดำเนินรายการ "เรื่องราวนี้จัดตอนวัดมาเป็นเรื่องการสู้รบพี่เนวรัตน์ได้รับการยกย่องว่าเป็นกวีแห่งชาติเมื่อปีพ.ศอะไรค่ะ(2536)เขียนมากี่ปีค่ะ แรกๆจีบสาวเอาเป็นว่า2550 50 ปี แล้วเห็นมีการยกย่องว่าคุณเนาวรัตน์เป็นพิมหาอมตะกวีนะค่ะ เพราะว่าคุณเนาวรัตน์ยืนต่อสังคมชัดเจนใช่ไหมค่ะ?"
วิทยากร "แต่ว่าเหตุการณ์สถานการณ์ที่เป็นมาผมเห็นยังไม่ผิดไปจากที่ผมคาดไว้เลย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2500เขียน แบบนี้โดยซ้ำไป นี้อาจจะเป็นเพราะว่า ผมสนใจพุทธธรรมของท่านพุทธทาสนั้นไง เพราะงานท่านอาจารย์พุทธทาสนั้น ทำให้เรามีทัศนะในทางเหนือกว่าประชาธิปไตยคือธรรมาธิปไตยพระอาจารย์ว่าได้ถูกต้อง อะไรที่มันเป็นธรรมมากกว่าที่เราไปเข้าใจว่า อะไรเป็นทางกระแสของโลกท่านพุทธทาสบอกว่าประชาธิปไตยต้องคืนเฉพาะอำนาจแก่ประชาชนที่จริงไม่ค่อยถูกต้องนะประชาธิปไตยควรจะประโยชน์อันเป็นใหญ่ของประชาชนมากกว่า ประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่ ไม่ใช่ประชาชนเป็นใหญ่เพราะประชาชนนี้ประกอบไปด้วยกิเลสประกอบไปด้วยผู้ไม่รู้เยอะแยะเพราะฉะนั้นก็ถือว่าเป็นใหญ่ของประชาชนเป็นหลักแล้วก็ควรวินิฉัยสิ่งถูกต้องผิดพลาดกันได้ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่ นั่นแหละถูกต้องเป็นธรรมประชาธิปไตย ผมว่าจากหลักเราสามารถ มาวิเคราะห์สถานการณ์อีกครั้กไม่เฉพาะสังคมเท่านั้น แม้ชีวิตของเราเองด้วย สิ่งที่ผมพูดไปแต่ต้นว่า งานของท่านพุทธทาสนั้น ทำให้เรารู้จักตัวเอง"
"มีผู้เคยพูดว่าเหมือนเคยบอกว่า ตัวเราเองนั้นมีอยู่ 3 ตัวนี้ อยากให้พวกเราน้องๆนักเรียนและจะค้นหาความชอบของเราให้เจอและข้างต้นต้องหาตัวเองให้เจอก่อนเพราะตัวเรานั้นมีอยู่ 3 ตัว คือ
ตัวที่1 ตัวที่คนอื่นคิดว่าเราเป็น เพราะฉะนั้นเราจะเสียเวลากับตัวนี้มาก70 80 90เปอร์เซนต์ของชีวิต เราจะเสียให้กับตัวที่1 บางคนตายไปแล้วก็ยังไม่รู้เลยมัวแต่ตัวที่1ตัวที่คนอื่นว่าเราเป็นเราก็จะจัดแจงไปตามนั้น เพราะเฟชั่น เราต้องตามเราคิดว่าเราเป็นนั้นคือตัวที่1
ตัวที่2 คือตัวที่เราคิดว่าเราเป็นตัวนี้เหมือนกัน พวกเราที่ยังเป็นวัยรุ่น วัยเรียน วัยจ้า ผมให้เป็นอะไรที่ใฝ่ฝันที่บอกว่าค้นหาความชอบของตนเองให้เจอมันออกจะเป็นอย่างนั้น แต่เชื่อไหมครับว่า เมื่อไรคุณอายุถึงมาวัยกลาง คนนั้นอายุสูงสุดนะว่าครึ่งของ80 ก็คือ40 ใช่ไหม พอถึง40 นี้ เขาเรียกว่าวิกฤตวัยกลางเกิดขึ้นแล้ว คนที่อายุยังไม่ถึง40 มีความอยากจะได้แล้วไม่ได้ตั้งใจมันก็จะหงุดหงิดเสียใจ น้อยใจ พูดกับใครก็ไม่พูดด้วยน้อยใจเหมือนคนแก่ๆบุตรหลานไม่พูดด้วยก็น้อยใจ ขี้น้อยใจ ใจน้อยอยู่เรื่อย ก็เพราะว่าต่อไปว่ามันมองอนาคตสิ้นลง ฉะนั้นตัวที่2 ก็สำคัญตัวที่เราอยากจะเป็นอะไร เราฝันๆให้เป็นให้ได้เสมอนั่นคือตัวที่2
ตัวที่3 นี้สำคัญที่สุดคือ ตัวจริงๆของเรา เชื่อไหมตั้งแต่ลืมตารู้จักโลกจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ตัวเรายังไม่รู้เลยตัวจริงๆเราเป็นอย่างไร ส่องกระจกทุกวันก็ไม่เห็น เห็นแต่ความหล่อนั่งนึกถึงว่าต้องหล่อขนาดนี้อะไรนี้ผมทรงนี้ก็ดีวันนี้ไม่ได้ตัดมา ตอนหลังขี้เกียรติไม่ตัดก็ช่างมันเถอะ คือตัวจริงๆของเราแม้แต่ส่องกระจกก็ไม่เห็นเลยเป็นอะไรของมันตัวนี้ เราให้ความสนใจน้อยที่สุดเลยแทบจะไม่รู้จักมันเลย อยากให้ท่านให้ความสำคัญกับตัวจริงๆของเราให้มากกันหน่อยแต่จะว่าอย่างไรผมว่าตัวที่1 ตัวที่2 นั้นไม่สำคัญมันก็สำคัญ แต่เราต้องให้ความสำคัญตัวที่3 มากที่สุด เพราะเมื่อเราตายไปคนเดียวน่ะถึงจะตายไปหลายคนเราก็ตายคนเดียวเหมือนกันจริงๆตัวของเราตายไปคนเดียวยิกก็ยังเจ็บนะ แต่ถึงนาทีเช่นสุดท้ายตายจริงๆนะน่าใจหายนะคิดถึงความตายสบายมาก มันสบายนะตัดรักตัดหลงมันน่าสงสาร แม้แต่เรานอนเราคิด เราอาจไม่เตือนก็ได้ฉะนั้นอยากทำอะไรที่เป็นความดีรีบทำซะอย่าไปรออย่าไปเป็นเหยื่อของที่1 ให้มากนะ จนเป็นตัวจริงๆของเราให้มากที่สุด ส่องกระจกให้มั่นใจในตัวเรานี่แหละเราล่ะ ฉันรักเธอพูดในกระจก ฉันรักเธอนะ กูรักมึงมั่นใจในตัวเรานี่แหละที่ท่านพุทธทาสทำให้เราเกิดสำนึกขึ้นได้แต่มันยากนักยากหนาที่เราจะไปรู้จักตัวจริงๆหนังสือที่ชื่อวิถีแห่งเข้าถึงพุทธธรรม ท่านบอกว่ามันมีกำแพงที่กั้นเราไม่ให้เราประจักษ์ในสัจจะธรรมนี้ ชั้นที่1 ก็คือการไม่รู้จักเรื่องตัวเองคือการเขียนการประจักษ์เป็นผู้ได้บุคลิกแทงใจทั้งนั้นเนี่ยที่เราเห็นปฏิพานเนี่ยเราเห็นมันเป็นอย่างงั้นแล้วเราก็ติดมันตรงนี้ท่านอาจารย์พุทธทาสยกตัวอย่าผมจะยกแก้วแล้วกันนี่มีแก้วน้ำอยู่ตรงนี้นะครับ"
"แล้วถ้าผมยกแก้วน้ำออกไปความไม่มีแก้วน้ำอยู่ตรงนี้ใช่ไหมครับทำยังไงคุณจะเห็นความไม่มีในความมีนี้ให้ได้หรือเห็นความมีในความไม่มีนี้ให้ได้ ซึ่งยากเพราะมันเพราะเชื่อในสิ่งที่เราเห็น ถ้าภาษาเซ็นยังยากไปกว่านั้น ถามว่านี่อะไรถ้าคุณตอบว่าแก้วน้ำผิด ตอบว่าอะไรการไม่ตอบนั่นแหละถูกที่สุด เพราะว่าถ้าคุณบอกว่าแก้วน้ำนะนี่คือสมมุตินะภาษาอังกฤษเขาเรียกว่าอะไร ภาษาจีนเรียกว่าอะไรก็ภาษาแต่ละภาษาเรียกไม่เหมือนกันใช่ไหมแล้วภาษาเราเรียกว่าสมมุติไอ้นี่คืออะไรถ้าเขาไม่ใช้สมมุติมาเรียกมันเรียกไม่ได้ ภาษาบาลีท่านอาจารย์พูดว่า ปัตตา มันเป็นเช่นนั้นภาษาอังกฤษเขา พูดเราเข้าใจยังไงนะ ความเป็นเช่นนั่นๆแต่ที่เราเห็นด้วยสมมุติภาษาทั้งนั้นเลยใช่ไหมครับ นี่ขวดน้ำนั่นแก้วน้ำโน่นผมของเนาวรัตน์ เนาวรัตน์เป็นชื่อสมมตินะและผมเป็นคน คนก็สมมติอีกและเป็นอะไรก็เป็นอย่างนี้นะนี่คือต้องเปรียบตัวเองออกจากบัสสะแล้วเราจะอยู่ในความจริงนี้ ชั้นที่1 ชั้นที่2 คือเปรียบตัวเองออกจากความเชื่อส่วนใหญ่จะยึดติดกับความเชื่ออย่างปรากฎล่าสุดก็คือความเชื่อในจตุคาม จตุคามนี้เกิดขึ้นจากความเชื่อนะครับและที่มันดีก็คือมันน่ามหัศจรรย์ที่ว่า ความเชื่อของสังคมเนี่ยเป็นมติร่วมกันจนกระทั่งสร้างเทพขึ้นมาได้องค์หนึ่งคื่อจตุคาม เพราะหลักฐานในทางรอยวรรณคดีในทางประวัติศาสตร์ไม่ใช่จริงๆแล้วเป็นความเชื่อของฮินดูของเทพ2 องค์ คือ จตุคามที่เป็นชื่อขององค์ชื่อหนึ่งของพระบันทกุมาร บันทกุมารนี้เป็นน้องของพระพิทเนตรลูกของพระศิวะ นี่เป็นความเชื่อล้วนกิตติรวมๆกันนะคือจตุคามและก็รามเทพนี่คือพระราม นั่นแหละรามเทพนี่เป็นอวตาร1 ของพระนารายณ์เทพ3 องค์เป็นคติของฮินดูมี3 องค์คือพระศิวะ พระนารายณ์ และพระพรหมณ์พระเป็นผู้กำเนิด พระนารายณ์เป็นผู้รักษา และพระพระศิวะเนี่ยเป็นผู้ทำนายนี่เป็นสัญลักษณ์ของการพยายามอธิบายเชิงปรัชญาถึงสัจจะความธรรมชาติความเกิดขึ้นใต้จิตถัดไปเพราะสรรพสิ่งมันมีกฏอันเด็ดขาดคือเกิดขึ้นใต้จิตไปไม่ว่าอะไรทั้งนั้นใช่ไหมครับ ชีวิตของเราก็เกิดขึ้นใต้จิตถัดไปต้นไม้จนถึงโลกนี้จักรวาลนี้เกิดขึ้นใต้จิตถัดไปเมื่อเร็วๆนี้ราว400 ล้านปีแสงเพิ่งดับ แต่แสงสว่างมากที่สุดมันก็ต้องมีจะดับไปสัจจะอันนี้ยากที่จะอธิบายที่สมัยก่อนยังไม่มีหนังสือยังไม่รู้มูลเรียนก็สมมติเป็นเทพมาเป็นผู้ที่บันดาลให้เกิดขึ้นจึงตั้งให้เป็นพระพรหมณ์ผู้บันดาลให้การรักษาเมื่อตั้งขึ้นก็คือพระกฤษณะและพระนารายณ์และเมื่อมันดับไปและทุกอย่างมันเสื่อมสภาพไปเนี่ยผู้บันดาลเนี่ยคือพระศิวะฉะนั้นเทพ3 องค์เนี่ย คือ สัญลักษณ์ของอะไรเกิดขึ้นใต้จิตต่อไป ฉะนั้นเมื่อเกิดพุทธขึ้นมาเนี่ยพุทธอยู่เหนือเทพนี้เพราะว่าเข้าใจนี่เป็นเรื่องของธรรมชาติล้วนๆแต่ก็ต้องอาศัยพิธีของพราหมณ์และฮินดูมาเป็นสื่อเพื่ออธิบายเรื่องเหล่านี้ ฉะนั้นผู้ที่เป็นเทพจะมารักษาพุทธได้2 องค์ คือพระกฤษณะหรือพระนารายณ์หรือพระรามนี้เองแล้วก็พระศิวะก็เป็นผู้จะดูความเสื่อมสลาย เพราะท่านภูดาลเกิดขึ้นก็เลยให้เทพ2 องค์เนี่ยเป็นผู้รักษาศาสนา คือพระนารายณ์กับพระนารายณ์กับพระศิวะ พระศิวะไม่ได้ด้วยตัวเองอีกภาระกิจเยอะแยะเสื่อมสลายเยอะแยะก็เลยให้ลูกคือขันทกุมารเนี่ยเป็น2 องค์มารักษานี้คติอันนี้มันมาในอินเดียใต้และมาศรีลังกาแล้วก็มาในเมืองไทยเราในที่องค์พระธาตุและนครศรีธรรมราชก็มี จตุคาม คือ พระขันทกุมารหรือ รามเทะ2 องค์นี้รักษาและคติอันนี้ก็แพร่หลายมาในยังประวัติศาสตร์ไทยกรุงศรีอยุธยาก็เป็นศรีรามเทพเมืองคามกรุงศรีอยุธยานี่คือรามรักษาเป็นของพระนารายณ์ ส่วนลพบุรีหรือเมืองจันเกษมถือว่าพระจตุคามหรือพระขันกุมาร นั้นเอง...














