"พุทธศาสนามหายาน...ที่คนไทยควรรู้จัก"
โดย อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ (ส.ศิวรักษ์)
ปัญญาชนสยาม เจ้าของรางวัลอัลเทอร์เนทีฟ โนเบิล ปี พ.ศ.2538
วันเสาร์ที่ 11 ธันวาคม 2553 ณ ห้องสมุดสวนหนังสือเจริญกรุง

เทปบันทึกกิจกรรมเสวนาครั้งที่ 50 "พุทธศาสนามหายาน...ที่คนไทยควรรู้จัก"
บทถอดเทปกิจกรรมเสวนา
อาจารย์ ส.ศิวรักษ์ : "ในสมัยก่อนคนไทยเรารู้จักแค่เพียงว่าศาสนาพุทธของไทยเราเนี้ยมีแค่เถรวาท นอกจากของไทยแล้ว มีของมอญที่เป็นเถรวาทด้วยกัน แต่ก่อนจนถึงสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช ศาสนาพุทธนะครับ พระเจ้าแผ่นดินนั้น จัดให้มีการสอบเปรียญไทยด้วยเปรียญมอญด้วย เปรียญมอญ สอบเพียง 5 ประโยค เปรียญไทย สอบ 9 ประโยค เพราะมอญเน้นทางพระวินัย วัดมอญในไทยก็จะมีวัด ทองปรก หรือวัดชนะสงครามในปัจจุบัน นี้ถือว่าเป็นเถรวาท"
"ส่วนที่เป็นมหายาน เราเรียกว่า อานามนิกาย พระญวน จีรนิกาย พระจีน ทางฝ่ายไทยถือว่าไม่เท่าเทียมกับฝ่ายเถรวาท พระมอญพระไทยถือว่าเสมอกัน ส่วนพระญวน พระจีน ถือว่าต่ำทราม จะสังเกตุได้ว่า วันเฉลิมพระชนมพรรษา พระญวนพระจีนจะไปถวาย กิมป๋วยอั๋งติ้ว ที่วัดพระแก้ว ทางก่อนที่จะเข้าอุโบสถ์ และจัดตั้งสมณศักดิ์ที่นั่น ถือว่าต่ำต้อยมาก เข้าไปไม่ได้เป็นที่น่าเสียใจ จนบัดนี้ก็ยังไม่เลิกประเพณีนี้ มันเป็นประเพณีที่เก่าแก่มาก และผมเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ล้าสมัยแล้ว พระไทยถือว่าเถรวาทนั้นสูงกว่า นั่นเป็นความคิดที่คับแคบเพราะเราไม่รู้จักเขา จริงๆแล้วคำว่าเถรวาทเป็นคำที่ใช้ใหม่ ฅนที่มาใฃ้ใหม่คือ ดร.มาราเสเถราช เป็นคนที่ตั้งพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก เขาเป็นคนคิดคำว่าหินในยาน คำๆนี้เป็นคำที่ถูกเหยียด มหายานเขาเหยียดเราเพราะเราเป็นหินในยานเป็นยานที่ต่ำต้อย เป็นยานอันเล็กน้อย ไม่ใช่ยานอันยิ่งใหญ่ เพราะฉะนั้นเราจึงเรียกว่าเถรวาท เขาเหยียดเรา เราเหยียดเขา ที่เหยียดเพราะเราไม่รู้จักกัน เป็นของธรรมดา แต่คำว่า มหายาน หินในยาน ศาสนาพุทธฝ่ายทิเบต เขาว่า ก็ฅนเหมือนกัน โดยต้องเริ่มจาก หินในยานก่อน คือยานอันแคบ หรือที่เรียกว่าสาวกในยาน ฝ่ายหินในยานมุ่งการตรัสรู้เพื่อเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า โดยฅนทิเบตต้องเริ่มจาก สาวกยานหรือหินในยาน ต้องเรียนสมถะวิปัสสนา หลังจากนั้นแล้วจึงเป็นมหายาน ยานอันกว้าง คือ อธิฐานโพธิสัตบารมี เพื่อตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธโพธิญาน ไม่มีความเห็นแก่ตัว ช่วยสรรพสัตว์ทั้งหมด แล้วจึงตรัสรู้ พร้อมๆกับสัตว์ทั้งหมดจะตรัสรู้พร้อมๆกับเรา อันนี้เป็นเรื่องของมหายาน ทางทิเบตเขาก็เข้าใจ วชิรญาน มียานเป็น
เพชร เป็นวามรู้ที่ลึกซึ้ง เป็นความรู้ที่ไม่สามารถเผยแผ่ทั่วไปได้สามารถตรัสรู้ได้ในชาตินี้ แต่ก็ยังไม่ยอมตรัสรู้อธิษฐานกลับมาเกิดอีก เป็นที่เชื่อกันว่า องค์ไทลามะ พระองค์ปัจจุบันนั้นได้กลับมาเกิดอีก ในตำแหน่งนี้ถึง 14 ครั้งคือ ตรัสรู้แล้วแต่ยังไม่ยอมปรินิพพาน สามารถเป็นพระพุทธเจ้าได้แล้วแต่ก็ยังไม่ยอมกลับมาเกิดใหม่ นี้เป็นความเชื่อของวชิระญาน"
"ที่นี้เรื่อง มหายานนั้นความเป็นมามันอยู่ที่คุณถามใคร หากคุณถามฅนที่นับถือพุทธแบบไทยที่เรียกตนเองว่าเถรวาทก็จะบอกว่าพุทธศาสนานั้น พระพุทธเจ้าตรัสสอนเรื่องพระธรรมวินัย พระธรรมคือ พระสูตร คำสอน พระวินัยนั้นต้องถือปฏิบัติและเห็นว่าเป็นสิ่งที่เห็นต้องกัน เมื่อพระพุทธเสด็จดับขันนิพพานแล้ว มหาประสพเห็ฯว่าควรจะประมวลพระธรรมวินัยเป็นหลักฐาน จึงเรียกประชุมพระเถระทั้งหมด เป็นพระอรหันต์ 500 รูป ถือเป็ฯการสังคายนาครั้งแรกที่กรุงราชพฤกษ พระอชาตศัตรูเป็นองค์อุปถัมภ์ ครั้งนี้พระอานนท์เป็นผู้ตอบ ให้ความรู้เกี่ยวกับพระสูตร เป็นองค์สำคัญในพระสูตร ในพระสูตรไม่มีปัญหาอะไร ที่นี้ในพระวินัยพระอุบาลีเป็นองค์ตอบ เสร็จแล้วพระอุบาลีก็บอกที่ประชุมว่า ก่อนดับับนิพพานพระพุทธเจ้าตรัสว่า พระวินัยเป็นพระบัญญัติ ข้อบัญญัติเล็กน้อยแก้ไขได้ ข้อบัญญัติแก้ไขไม่ได้ ที่ประชุมก็ได้ถามพระอานนท์ว่า ข้อไหนเป็นข้อใหญ่ ข้อไหนเป็นข้อเล็ก พระอานนท์ก็สารภาพว่าไม่ได้ทูลถามพระมหาประสพที่เป็นประธาน ก็สรุปว่าแม้จะมีพุทธานุญาตให้แก้ไขได้ในข้อเล็กน้อยแต่ถ้าเราไม่แน่ใจไม่ควรแก้ ด้วยความเคารพต่อพระศาสดา ที่ประชุมจึงลงมติว่าจะไม่แก้ไขข้อบัญญัติเลย"
"ในศาสนาพุทธถือว่ามติของสงฆ์เป็นใหญ่ แต่มตินี้มีผลเพียงแค่ พระอรหันต์ 500 รูปเท่านั้น รูปอื่นไม่เข้าก็ไม่เกี่ยวข้อง แต่ส่วนใหญ่ก็ถือตามนี้ เพียงเวลา 100 ปี เกิดเรื่องขึ้น มีพระภิกษุสงฆ์บางรูป ก็คิดว่าบางบัญญัติบางเรื่องเป็ฯเรื่องเล็กน้อย แก้ไขได้ ก็เลยต้องเรียกประชุมครั้งที่ สอง ตอนนี้ ความคิดเริ่มแตกแล้ว ฝ่ายหนึ่งถือว่าเล็กน้อยแก้ไขได้ฝ่ายหนึ่งไม่ยอมแก้ไข พวกที่ไม่ยอมแก้ไขเรียกว่าพวก เถรวาท คือ เอาวาทะของพระเถระ 500 รูปเป็นบรรทัดฐาน พวกที่ยอมแก้ไขเรยกว่าพวกอาจารยวาส ฟังเหตุผลก็มีทั้งสองฝ่าย อาจารยวาสเขาขอแก้แค่บางอย่าง เช่นพระจีน เปลี่ยนจากนุ่งสบ่งจีวร มาเป็นกางเกงแทนได้ไหม เพราะสะดวกกว่า ซึ่งเป็นข้อแตกต่างทางพระธรรมวินัย โดยทางฝ่ายเถรวาทคิดว่าพระธรรมวินัยถือเป็นเรื่องใหญ่ พวกเราเป็นเถรวาท พวกนั้นเป็นอาจารยวาส หากพูดไม่เหยียดกันทางฝ่านเราเนี้ยถือเป็นพวกทักษิณนิกายหรือ นิกายฝ่ายใต้ โดยมาจากอินเดีย มาทางใต้ไปลังกา จากนั้นก็มาไทย มาพม่า มาเขมร มาลาว กัมพูชา ส่วนอีกฝ่ายก็ไปทางเหนือ ไปทิเบต จีน ญี่ปุ่น เวียดนาม โดยแบ่งตามภูมิศาสตร์ ทางฝ่ายเหนือถือว่าเขาเป็นฝ่ายมหายาน ทางฝ่ายใต้ที่เป็นหินในยาน ถือว่าการที่ตรัสรู้ตามรอยพระพุทธบาทนั้น ต้องออกจากเรือน หากยังอยู่ในเรือนจะเป็นได้เพียงฆราวาส ไม่สามารถตรัสรู้ได้ ต้องออกบวชเท่านั้น อันนี้เป็นความเชื่อของฝ่ายหินในยาน แต่ฝ่ายมหายานเขาไม่เชื่อ พระองค์ได้ฝาก พุทธศาสนาไว้กับบริษัท 4 ได้แก่ ภิกษุสงฆ์ ภิกษุณีสงฆ์ อุบาสกสงฆ์ อุบาสิกาสงฆ์ เป็นมหาสงฆ์ถือว่ายิ่งใหญ่ ฝ่ายใต้คับแคบ พูดขี้อวด ได้ทั้งนั้น ทางฝ่ายเหนือก็เห็นว่าคับแคบ ทุกฅนควรได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เท่ากัน นั่นคือข้อแตกต่างที่สำคัญ ฝ่ายมหายานคิดว่าฝ่ายเถรวาทยกย่องพระมากจนเกินไป จนแต่งพระสูตรที่ง้อพระที่ชื่อว่า วิมลกีรติสูตร ท่านวิมลกรีติเป็นฆราวาส ในพระสูตรนี้ เขียนไว้ชัดเจนว่า ท่านวิมลกีรติสามารถตอบคำถามที่พระมัณชุศรีตรัสถามได้อย่างแยบคายมั่นคงและแม่นยำ ชนะ พระสารีบุตรหมด ทางฝ่ายมหายานเขาเชื่อว่า พระวิมลกรีติ ฉลาดรองจากพระพุทธเจ้า เห็นได้ชัดว่าพระไม่ค่อยมีความสำคัญเท่าไหร่นัก ในการบวชเป็นพระไม่ใช่เรื่องสำคัญ สิ่งที่เรียกว่าพระไตรปิฎก ถือเป็นการประมวลคำสอนของพระพุทธเจ้า และเชื่อว่าเป็นพุทธวัฒจนา"
"แต่ความจริงนั้น พระพุทธเจ้าท่านตรัสสอนในพระธรรมวินัย พระธรรมคือคำสอนทั่วๆไป พระวินัยคือ ที่พระพุทธเจ้าบัญญัติขึ้นพระภิกษุ และภิกษุณีต้องปฎิบัติตาม พระอภิธรรม ถือเป็ฯหัวข้อธรรมะ เป็นหัวใจ ของศาสนาพุทธ ที่มีเนื้อหาเป็นปรัชญาล้วนๆ ถึงกับอ้างว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสสอนมวลมนุษย์แต่ตรัสสอนพระมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในพระอภิธรรมก็ไปปรากฎในการสังคายนาครั้งที่ 3 ด้วย ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นคำพูดทั้งหมดเลย เพราะในสมัยก่อนนั้นเชื่อว่าการพูด แม่นยำกว่าการเขียน เช่น มีพระสามารถ สรุปพระไตรปิฎกได้หมดเลยในพม่า เพิ่งมีมาเขียนตอนที่ศาสนาพุทธไปถึงลังกาแล้ว เมื่อเขียนขึ้นก็เขียนด้วยอักษรสิงหล ปัญหาคือเราไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าตรัสภาษาอะไร หากอ่านในพระไตรปิฎกคงไม่ใช่พระพุทธพตแน่ๆ เพราะนำมาร้อยกรองอีกทีหนึ่ง เพื่อประโยชน์ในการท่องจำ ที่นี่ของฝ่ายเราเพิ่งมาเขียนเป็นอักษรขึ้นครั้งแรกที่ลังกา เล่ากันเป็นตำนานว่า เรือที่รับพระไตรปิฎกมามี 3 ลำ ลำหนึ่งที่มาเมืองไทยมีแต่พระสูตร ไปที่พม่ามีแต่พระอภิธรรม จนตอนนี้เราต้องไปเรียนพระอภิธรรมที่พม่า ไปที่เมืองมอญมีแต่พระวินัย เห็นได้ชัดว่าพระจอมเกล้าท่านก็ไปบวชทางฝ่ายมอญ เพราะท่านหาว่าพระไทยอ่อนแอ จึงเป็นเหตุให้เกิดนิกายธรรมยุต พระไตรปิฎกของเราแปลเป็นภาษาจีนเกือบหมด โดยจีนนั้นแปลมาจากภาษาบาลีเป็นจีน ผมเชื่อเลยว่าพระไทยไม่รู้เรื่องพระไตรปิฎกที่เป็นภาษาสันสกฤษ ของเราถือว่าพระไตรปิฎกต้องถือเป็นภาษาบาลีอันนี้นับเป็นเรื่องแปลก ไม่รักษาของเดิม เลยทำให้ของเดิมมันหายไป"
"ในจีนเขาจะมีคณะกรรมการตรวจแปล และแก้ไข อีกนัยหนึ่ง ตัวคัมภีร์ในมหาวชิระเขาแม่นกว่าของเราเยอะ คัมภีร์นี้เป็นเรื่องหลัก ฝ่ายเถรวาทถือว่าพระคัมภีร์เป็นหลัก แต่แท้ที่จริงแล้วเถรวาทที่จบ 8 ประโยค 9 ประโยคนั้น ไม่เคยใช้พระไตรปิฎกเลยครับ เพราะเถรวาทเราเนี้ย ถือหลีกพระพุทธเจ้าตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญานแล้ว ประกอบด้วยคุณลักษณะ 3 ประการ คือ
1. ทรงไว้ซึ่งพระมหากรุณาธิคุณ
2. ทรงไว้ซึ่งพระปัญญาคุณ ฉลาดรอบรู้ รู้จริง รู้ทั้งหมด หาที่เปรียบไม่ได้ตรงกับของฝ่ายมหายาน
3. ทรงไว้ซึ่งพระพิสุทธิคุณ ทรงไว้ซึ่งสะอาดบริสุทธิ์ทั้งหมด
เถรวาท ถือข้อนี้เป็นสำคัญ เน้นที่ความบริสุทธิ์ แต่ที่บริสุทธิ์มาก กลับขาดความกรุณาธิคุณ นะครับ พระของเราเถียงกันนะครับว่าจะห่มซ้าย ห่มขวา ใส่เกือกหรือไม่ใส่เกือก ทางฝ่ายมหายานเขาเห็ฯว่าเป็นเรื่องที่เหลวไหล พิสุทธิ์เน้นมากเกินไป พระไตรปิฎก 84,000 พระธรรมขันธ์ก็ไม่มี
ใครอ่านหรอกครับ มีพระพม่าประมาณ 10 รูปที่ท่องได้ทั้งหมด มีประเทสไทยใช้เพียงบางบทเท่านั้น ข้อแตกต่างทางฝ่ายมหายาน เขามีพระสูตรมีพระวินัย แต่เขาเน้นเฉพาะ บางพระสูตรเท่านั้น แล้วพระสูตรที่เขาเน้นของเราไม่มีเลย เราเลยกล่าวหาของเขาว่าเป็นของปลอม ยกตัวอย่าง พระสูตรที่สำคัญที่สุด ทางฝ่ายมหายาน สัตธรรมปุริกสูตร อันนี้เป็นหลักใหญ่ ใจความเลยครับ ศาสนาพุทธในเมืองจีน ญี่ปุ่น ถืออันนี้เป็นหลัก แล้วเขากล่าวกันว่า พระธรรมจักรที่เป็นไปได้ในครั้งที่ ๒ เพราะตรัสครั้งนี้ตรัสท่ามกลางพระโพธิสัต พระอรหันต์ เทวดา พรหม ตัว สัตธรรมปริกสูตร เป็นเรื่องที่สอน ว่าพวกเราทุกคนมีความเป็นพระพุทธเจ้าอยู่ในตัวเรา สำคัญมากถือเป็นหัวใจของมหายาน ในท้องของเรามีพระคถาคตอยู่ในตัวเอง ไม่จำเป็นต้องบวช ไม่ต้องถือศีลกินเจ หากความเป็นคถาคตสว่างขึ้นมาเมื่อไหร่เมื่อนั้นแหละเราจะตรัสรู้ มีอิทธิพลมากในเมืองจีน และญี่ปุ่น แต่มีหลายนิกายเลยครับ ในพระสูตรที่ยิ่งใหญ่ของฝ่ายมหายานนะครับ จะมีคนพูดถึงน้อยที่สุด แต่เป็นหัวใจที่สุด คือ ปรัชญาปริหสูตร พูดแบบบาลีคือ ปรัชญา คือ ปัญญา ปัญญาบารมี เพราะการตรัสรู้เข้าถึงปัญญาบารมี แนวพระสูตรนี้ถึงจะไม่สำคัญ แต่ก็มีคนสวดกันทุกวัดเลยครับ เราไม่จำเป็นต้องรู้พระสูตรมาก รู้พระสูตรมากก็อวดฉลาด อวดไปเรื่อย"
ผู้ถาม : "ทางมหายาน เขามีสอนเรื่องอานาปาสติ กับปานาสติ ไหมครับ?"
อาจารย์ ส.ศิวรักษ์ : "เรื่องนี้มีอยู่ในทุกนิกาย เพราะทุกนิกายเชื่อว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยอานาปนาสติ เพราะมนุษย์เราสิ่งที่สำคัญที่สุด คือลมหายใจ หากปราศจากลมหายใจเราก็จะมีชีวิตอยู่ไม่ได้แตาการเรียนในฝ่ายมหายานนั้น ถือว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องพื้นฐาน เป็นการฝึกขั้นต้นเพื่อเข้าถึงสมถะ ถาวนา หากไม่เริ่มต้นก็จะไม่ถึงการภาวนา เพราะอานาปนาสติ นั้นถ้าไม่ประกอบไปด้วยวิปัสนาก็มีแค่ ใจสงบอย่างเดียว ไม่ใช่เพียงเพื่อละความเห็นแก่ตัวแต่เพื่อรู้จักพุทธภาวะในตนเอง เรื่องของพระพุทธเจ้า เราถือว่าพระองค์เป็นศาสดา ทุกนิกายถือตรงกันหมด แต่ที่เห็นต่างกันหมด ฝ่ายมหายานเขาเชื่อว่าเจ้าชายสินธัตถะ ที่ตรัสรู้นั้นท่านตรัสรู้มาก่อนแล้วท่านมีความเป็นพระพุทธเจ้ามาก่อนแล้วท่านต้องการช่วยสรรพสัตว์ทั้งหมด ไม่ว่าเถรวาท มหายาน วชิรยาน ความเชื่อเป็นเรื่องรองทั้งนั้นการระลึกชาติอาจจะจริงหรือโกหกก็ได้ อีกนัยหนึ่งศาสนามีแต่เรื่องน่าอัศจรรย์ แต่ถ้าท่านเชื่อจนงมงายมันไม่มีประโยชน์เลย และบางครั้งเรื่องชาตินิยมมันอาจอันตรายเกิน การนับถือพุทธต้องมีความชัดเจน ผมว่าคนไทยที่นับถือพุทธไม่มีคว่มชัดเจน การนับถือพุทธที่มีความชัดเจนประการแรกคือ ต้องลดความเห็นแก่ตัว เกื้อกูลสรรพสัตว์ ไม่มีชาติ พระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้อง ถ้าจะนับถือพุทธต้องเดินไปสู่ความตื่น ทั้งหมด ถ้าเรามีความตื่นน้อยแค่ไหนเราต้องแก้ไขความตื่นในตัวเรา"
ผู้ถาม : คำว่าอุปายะ คืออะไรครับ และ พระพุทธศาสนาในเมืองไทยอ่อนแอเพราะอะไรครับ?"
อาจารย์ ส.ศิวรักษ์ : "อุบายคำนี้นะครับในบารมี เป็นหัวใจของมหายาน อุบายปรัชญา เป็นเนื้อหาสำคัญที่ทำให้มหายานต่างจากเถรวาท เพราะเถรวาทถือว่าคำนี้ไม่เกี่ยวกับปัญญา ศีลต้องเป็ฯตัวนำ มันเป็นข้อเด่นและข้อด้อยด้วย ข้อเด่นก็คือ ศีลนั้นเป็นปกติ ถ้าไม่ผิดปกติแล้ว ถือว่าผิดศีล อุปายอะไรก็ตาม อุปายอะไรก็ตามถ้าผิดศีลก็จะไม่ถือว่าเป็นอุปายกุศล มีพระสูตรที่หาต้นฉบับภาษาสันสกฤตไม่ได้แต่เป็นภาษาจีน พระโพธิสัต รู้ว่ากัปตันคนนี้เป็นโจร แล้วเขาจะฆ่าคนทั้งหมดบนเรือลำนั้น ที่พระโพธิสัตรู้เพราะมีปัญญาเลยต้องฆ่าโจรนั้นก่อน ทางเถรวาททำไม่ได้ เพระถือเป็นข้อแตกต่างอย่างมาก เพราะฉะนั้น อุปายต้องใช้ความรอบคอบ มีความเห็นแก่ตัวน้อยที่สุด แต่แน่นอนในชีวิตอาจผิดฟลาดกันได้ การใช้ทุกครั้งต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง ศาสนาพุทธ ในเมืองไทยเป็นศาสนาที่อยู่คู่เมืองไทยมาตลอด ที่สำคัญคือพระต้องเป็นตัวอย่างให้แก่ชาวบ้าน หากพระไปรักชีชาวบ้านก็จับสึกเลย อีกนัยหนึ่งพระคู่บ้าน บ้านคู่พระมันเป็นหัวใจสำคัญของเรา เพราะสถาบันสงฆ์เป็นสถาบันเดียวที่สืบทอดโดยตรงจากพระพุทธเจ้า เป็นตัวอย่างแห่งความกรุณา เป็นตัวอย่างแห่งปัญญา พระกินน้อยกว่าเรา และให้มากกว่าเรา นี้เป็นพื้นฐานเลยครับ แล้วพระยังสอนชาวบ้านอีก ให้ใช้ชีวิตอยู่ในธรรมชาติ พระสอนให้ชาวบ้านพอใจในสิ่งที่มีอยู่ คือ
ด้านที่ 1. เดินตาม อเมริกามา 30 ปี ทำให้สังคมเกษตรพังหมด มีแต่สังคมเมือง คนบ้านนอกไม่เคยเจอกรุงเทพฯในมุมที่เลวร้าย ท่านพุทธทาส ท่านเข้ามาในกรุงเทพฯท่านเห็นเลยครับ อยู่ที่วัดปทุมคงคา ว่าพระกรุงเทพฯ เลวกว่าพระไชยา ท่านกลับไปอย่ที่ไชยา
ด้านที่ 2.คณะสงฆ์ สอนพระแบบฝรั่ง ศาสนาพุทธนะครับ คำว่า พุทธะ แปลว่า ตื่น ไปอยู่ที่ไหนก็ตาม จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลง จริงๆแล้วศาสนาพุทธ ไม่สนใจเรื่องยี่ห้อ พุทธศาสนานะครับ ไม่ว่าจะเป็นเถรวาท หรือ มหายาน หัวใจขั้นแรกอยู่ที่ทาน ขั้นที่สอง อยู่ที่ ศีล ขั้นที่สาม อยู่ที่ภาวนา การให้ทานถือเป็นของดี ผมพูดอยู่ตลอดเวลา ศาสนาพุทธในไต้หวันมีแต่การให้ทาน สังคมสงเคราะห์ ทานที่แท้จริงคือการให้โดยไม่เห็นแก่ตัว ให้ด้วยความเคารพกัน เมืองไทย ระดับของการให้ทานนั้นต่ำมากครับ จะใส่บาตรทีก็ขอนู่นขอนี่เพราะมันแย่ไงละครับ.
ถอดเทปโดย นางสาวจันทิสา ปริยาพิทักษ์ภรณ์ นศ.ช่วยงาน มหาวิทยาลัยบูรพา ; เผยแพร่วันที่ 21 เมษายน 2554
....................................................................
ภาพบรรยากาศงานเสวนา
|














