ห้องสมุด สวนหนังสือเจริญกรุง

Home กิจกรรมสวนหนังสือ กิจกรรมเสวนาครั้งที่ผ่านมา

“ อยากทำอาชีพหนังไทยมีอะไรให้ทำบ้าง ”

โดยคุณ พันธุ์ธรรม ทองสังฆ์  ผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์

วันเสาร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2554  ณ  ห้องสมุดสวนหนังสือเจริญกรุง

วิทยากร : สำหรับหัวข้อเสวนาในวันนี้ ที่ตั้งหัวข้อนี้มันจะได้กว้างๆ โดยปกติแล้วเรามักจะได้ยินแค่ผู้กำกับและดารา แต่จริงๆแล้วมันมีกระบวนการ มีขั้นตอนพอสมควร ในการทำหนังมันก็ธรรมดา ทำหนังมันก็คล้ายๆ กับการทำอาหารหรือสร้างบ้านนะครับ โดยมันต้องเริ่มจากความคิดก่อน คิดอยากจะทำอะไร อยากสร้างบ้าน แล้วจะสร้างแบบไหน เราต้องคิดเสียก่อนว่าเราอยากทำหนังอะไร ยกตัวอย่างเช่นเรื่อง มะหมา เ1233851342ราก็ต้องคิดว่าอยากทำหนังที่มีหมามาเล่น ไอเดียนั้น มันสามารถมาจากที่ไหนก็ได้มันอาจมีตั้งแต่ เปิดหนังสือพิมพ์มาเจอข่าว หรืออย่างเรื่อง มะหมา เขาไปถ่ายรูปหมาข้างถนน แล้วเขาก็คิดว่ามันน่าสนใจ แล้วก็บังเอิญ เห็นหมา 4-5 ตัวกำลังพยายามที่จะข้ามถนน แล้วข้ามไม่ได้ เรื่องนี้ มันก็มาจากไอเดียแค่นี้ ไม่ว่าจะทำอะไรมันต้องมีความคิดก่อน โดยมันมาจากที่ไหนก็ได้ พอเรามีไอเดียเราก็ต้องมีรายละเอียด เพราะว่าหนังที่ต้องฉายในโรงภาพยนตร์ต้องมีเวลาประมาณ 90 นาที เราต้องแต่งเรื่องให้สนุก ให้ได้ภายใน 90 นาที หลักที่จะเขียน ก็ง่ายๆ เราต้องกำหนดมาก่อนคือ ตัวละครเป็นใคร ตัวละครนั้นต้องการอะไร อุปสรรคของตัวอะครคืออะไร นี้ถือเป็นหัวใจสำคัญในการเขียนบท ยกตัวอย่างเช่น เรื่ององค์บาก ตัวละครหลัก คือ จาพนม เขามีความต้องการ คือ ตามหาเศียรพระที่หายไป อุปสรรค ก็คือ เจอพวกมาเฟีย อะไรแบบนี้เป็นต้นนะครับ
ตำแหน่งที่หนึ่งก็คือ คนที่เป็นต้น ไอเดีย ต่อจากนั้นเป็นผู้เขียนบทภาพยนตร์ โดยการเขียนมันจะมีศาสตร์ของมันอยู่ที่จะทำให้คนดูรักและเอาใจช่วยตัวละคร คือเราต้องทำให้คนดูรักตัวละครของเราให้ได้ก่อน หลังจากที่มีบทแล้วเราก็ต้องการโปรดิวเซอร์ เพื่อนำเงินมาสร้างหนังจากต้นทุนที่เขามี ผู้กำกับเป็นอีกคนที่ถูกโปรดิวเซอร์จ้างมา ผู้กำกับไม่จำเป็นต้องเป็นคนแรกที่คิดหนัง โดยในการหาคนนั้นมันต้องขึ้นอยู่กับว่าอะไรมีความสำคัญ แต่โดยส่วนมาก P1070643_Smallโปรดิวเซอร์มักไปหาผู้กำกับก่อน เพราะผู้กำกับจะรู้ว่าสามารถหาทีมงานได้ที่ไหน ผู้กำกับไม่ใช่คนที่ทำทั้งหมด แต่เป็นผู้แนะแนวทางว่าควรเลือกอย่างไร ผู้กำกับต้องควบคุมรายละเอียดของเนื้อหา โดยเราจะนำเสอนหนังอย่างไรให้มันสนุก เหมือนกับผู้กำกับได้รับเครดิตเยอะที่สุด เพราะเขาเป็นคนกำหนดความสนุกของหนัง มันจะเป็นการผสมผสานกันระหว่าง ผู้กำกับกับนักแสดง พอได้ผู้กำกับมาแล้วมันก็เกิดกระบวนการ ต่อมาคือ ตัวละคร ทำให้มีตำแหน่งต่อมาคือ ผู้คัดเลือกนักแสดง โดยขั้นตอนนี้ผู้กำกับต้องคุยกับโปรดิวเซอร์ตลอด เพระเงินทุนนั้นถือเป็นเรื่องจะเป็น หลังจากที่ได้นักแสดงแล้วมันก็ต้องมีสถานที่ คือ โลเคชั่น สเค๊า มีหน้าที่จัดหาสถานที่ ตามที่ผู้กำกับบอก หลังจากที่มีสถานที่แล้วเราก็ต้องทำให้มันสวย ตำแหน่งต่อมาคือ ฝ่ายอาร์ท ต้องตกแต่งสถานที่ด้วยและจัดหาอุปกรณ์เข้าฉากด้วยต่อไปก็เสื้อผ้าหน้าผม ตำแหน่งที่ว่าเห็นไหมว่ามันมากขึ้นแล้ว 1.ผู้คิดเรื่อง 2.ผู้เขียนบท 3.โปรดิวเซอร์ 4.ไดเร็คเตอร์(ผู้กำกับ) 5.แคสติ้งไดเร็คเตอร์(ผู้คัดเลือกนักแสดง) 6.อาร์ทไดเร็คเตอร์ (ฝ่ายศิลป์) 7.คอสตูมดีไซน์(ฝ่ายเสื้อผ้า) 8.ช่างแต่งหน้า ช่างทำผม นี้แหละเป็นกระบวนการในการทำภาพยนตร์
ตำแหน่งต่อไปที่จะต้องมีคือ ผู้กำกับภาพ โดยส่วนมากในเมืองไทย ผู้กำกับภาพกับตากล้องมักเป็นคนๆเดียวกัน ทำหน้าที่ ควบคุมให้ภาพออกมาดีมีรสนิยมที่ผู้กำกับต้องการสิ่งที่คู่กับภาพก็คือเสียงก็จะต้องมีคนควบคุมเสียงในฝ่ายภาพไม่ใช่มีแค่ผู้กำกับภาพหรือตากล้องเท่านั้นเพราะกล้อง 1 ตัวใช้คนถึง 4 คน คนที่ 1 หมุนโฟกัสโดยต้องวัดระยะห่างด้วย คนที่ 2 ตั้งขากล้อง คนที่ 3 ยกมอนิเตอร์ให้ผู้กำกับ คนที่ 4 เปลี่ยนฟิลม์ ตำแหน่งในภาพยนตร์มันมีเยอะ ด้วยภาพยนตร์มันเป็นงานศิลปะที่นำเอางานศิลป์ทุกอย่างมารวมกัน 1มีทั้งภาพ มีทั้งเสียง มีทั้งงานเขียน การสร้างฉาก การเพ้นท์ติ้ง การแสดง มันเป็นการรวมศิลปะ เพราะฉะนั้นภาพยนตร์มีตำแหน่งที่หลากหลายแล้วแต่ตำแหน่งของงานศิลปะ ตำแหน่งในภาพยนตร์ สิ่งที่สำคัญคือเราต้องรู้ว่าเราถนัดที่จะทำอะไร ที่บรรยายมา เป็นแบบคร่าวๆก่อน ต่อมาพอถ่ายเสร็จแล้ว ถ่ายจากตรงนู่น ตรงนี้ หน้าร้านนู่น หน้าโรงแรม เราก็ต้องมีตำแหน่งตัดต่อ ในสมัยก่อนเวลาที่เขาจะตัดต่อภาพยนตร์นั้นเขาเอากรรไกรตัด ฟิลม์แล้วนำมาต่อกันเลยเรียกว่าผู้ตัดต่อ แต่การตัดต่อจริงๆคือการเรียงเรื่อง ประเด็นของมันไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณตัดฟิลม์เก่ง แต่มันอยู่ที่ว่าคุณเรียบเรียงหนังเป็นไหม ถือว่าเป็นตำแหน่งที่สำคัญมาก โดยขั้นตอนนี้จะอยู่หลังการถ่ายทำ หลังจากนั้นก็จะมีอีกครั้งที่เราเรียกกันว่า เอ็กเฟ็ก โดยเรานั้นต้องมีผู้เรียบเรียงในด้านเสียงในการทำให้มันเกิดอารมณ์ แต่ในหนังยุคนี้เขามักจะมี CG อย่างพวกทรานฟอร์เมอร์ โดยตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่ ฮอตฮิตมาก คือ แอนนิเมเตอร์ CG คือ คอมพิวเตอร์ เจนเนอร์เรส CGI คือ คอมพิวเตอร์ เจนเนอร์เรส แอนนิเมเตอร์ ก็คือภาพที่ใช้คอมพิวเตอร์สร้างขึ้นมาเวลาที่ทำหนังมักจะมีตำแหน่งเหล่านี้มากมายแล้วแต่ช่องทางของการศิลปะ
ผู้ถาม : หนังสั้นเหมือนหนังที่ฉายในโรงหรือไม่?
วิทยากร : หนังสือก็คือหนังที่มีความยาวไม่เกิน 60 นาที … มีคำว่ามีเจอร์ฟิลม์ที่เรียกว่าหนังเรื่อง โดยมีความยาวประมาณ 80 นาทีเป็นต้นไป ถ้าหนังสั้นหรือ ช็อตฟิลม์ ต้องมีความยาวไม่เกิน 60 นาที มันก็เหมือนกับ นวนิยายและเรื่องสั้น ที่ภาพยนตร์เป็นนวนิยานส่วนหนังสั้นก็คือเรื่องสั้น แต่ภาพยนตร์จะมีความต้องการที่ซับซ้อนกว่าครับ
ผู้ถาม : แล้วการคัดเลือกดารา?
วิทยากร : ดาราที่จะเลือกต้องเป็นหน้าที่ของแคสติ้ง แต่การเลือกดาราแน่นอนมันต้องมองตามภาพลักษณ์ ต้องมองว่าเหมือนกับตัวละครที่วางไว้หรือไม่ ต้องดูว่าเหมาะกับบทนั้นหรือเปล่า พอรูปร่างหน้าตาโอเคแล้ว เราก็ต้องไปทดสอบผ่านกระบวนการที่เรียกว่า ออดิชั่น การเป็นดาราต้องมีทั้งภาพลักษณ์และความสามารถทางการแสดง ในภาพยนตร์การแสดงจะหลอกไม่ได้เด็ดขาด เพราะจอมันใหญ่มาก โดยสรุปแล้วดาราต้องมีความรู้ความเข้าใจและนอกจากนี้แล้วยังต้องมีเสน่ห์เฉพาะคนอีกด้วย
ผู้ถาม : การทำ MV เพลงกับภาพยนตร์มันต่างกันไหม?
วิทยากร : มิวสิควีดีโอเป็นงานที่ไม่ได้มีความต้องการในความเชื่อสูง งานที่เน้น ในเชิงสีสัน สไตล์ รูปแบบการนำเสนอ ที่แปลกใหม่ ไม่ได้ต้องการความเชื่อ ความเข้าใจสูง เพราะฉะนั้น ในการทำเอ็มวี ต้องใช้คนในด้านศิลปะ ใน3 นาที ต้องดูไม่เบื่อ ในเชิงความสวยงาม ทำมิวสิควีดีโอมีจุดมุ่งหมายเพื่อทำให้เพลงนั้นๆ ติดหูมากที่สุด นั่นคือจุดมุ่งหมาย แต่ทว่าจุดมุ่งหมายในการำหนังคือ กานำเสนอเนื้อหาในด้านใดด้านหนึ่งในหนังต้องสามารถบอกอะไรให้แก่คนดูได้ แล้วในการบอกนั้นมันต้องบอกอย่างมีศิลปะ บอกให้คนดูรู้สึกประเด็นของหนัง คนเลยกลัวหนังเพราะหนังมีอิทธิพลสูง อย่างฮิตเลอร์เคยใช้หนังเพื่อปลุกระดมคนเยอรมันให้ฆ่าคนยิว ประเทศไทยยังใช้ต่อสู้กับคอมมิวนิส หนังถือเป็นอาวุธทางสือที่น่ากลัวที่สุด
ในตอนนี้สื่อมีเดียต่างๆ กำลังสอนเด็กไทยไปในทางที่ผิด ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าใช้ที่ทารักแร้ มันจะทำให้คุณสวย มีผู้ชายมาชอบ นี้ถือเป็นข้อเท็จจริง บางทีมันอาจไม่ใช่เรื่องจริงก็ได้ ภาพยนตร์ทำให้คนได้เนื้อหาหนึ่ง และมันไม่ได้ P1070639_Smallได้อย่างธรรมดา แต่มันได้อย่างฝังใจ หนังมีอิทธิพลสูง ในการมองว่า สื่อไหนดีไม่ดี มันคนเป็นเรื่องของคนละมุมมอง เพราะในทางสื่อ สสิ่งเหล่านี้มันถือเป็นสิทธิเสรีภาพในการเลือกที่จะเสพ ในสิ่งที่มีอยู่ มันก็เหมือนกับยาบางตัวที่กินแล้วหายปวดแต่เรากลับติดมัน เราจะผลิตอะไรก็ได้ แต่มันอยู่ที่เราเลือกที่จะเสพ มันเป็นเรื่องของสิทธิเสรีภาพเบื้องต้น คือทุกคนต้องรู้จักรับผิดชอบในตนเอง มันเป็นกระบวนการในเรื่องการผลิต แต่มันกำกัดในเรื่องการดู ในโลกเสรีตอนนี้ มันกีดกันไม่ได้แล้ว วิธีที่ดีที่สุด คือความรับผิดชอบต่อตนเองและครอบครัว ในละครมันดูน่ากลัวก่าภาพยนตร์มาก มีเดีย เป็นตัวที่มีอิทธิพลมาก และมันก็มักจะมองข้ามจุดเล็กๆ มันเป็นความฝังใจ กลายเป็ฯความรุนแรงที่แอบซ่อนไว้ในวันนี้เราไม่สามารถกีดกันมันได้แต่เราต้องรู้เท่าทันมัน ทุกมีเดียเลยครับ เราต้องเรียนรู้และเข้าใจมัน ในเรื่องของความเชื่อ เป็ฯเครื่องมือที่ทำให้โลกนั้นมีควมสุข หรือมีสงคราม คนหนึ่งเชื่อว่าต้องทำอย่างนี้ อีกคนก็เชื่อว่าต้องทำอย่างนี้ ความเชื่อจึงถือเป็ฯเรื่องสำคัญ เราต้องรู้เท่าทัน และยับยั้งชั่งใจ หากมีความเข้าใจในสื่อทุกอย่างมันก็จะไม่มีปัญหา หนังนั้นเป็นสิ่งที่ใช้เงินสร้างสูง พอใช้เงินสร้างสูง มันเลยทำให้ผู้สร้างเกิดความเสี่ยงในด้านธุรกิจคนสร้างเลยหันไปสร้างในสิ่งที่มีความเสี่ยงน้อย ทำหนังให้ได้ตลาด ให้ได้เงิน หากต้องสร้างหนังที่เกี่ยวกับเรื่องความเชื่อ หรือปลุกเร้า คงต้องเป็นเงินของภาครัฐครับ...

ถอดเทปโดย : นางสาวจันทิสา  ปริยาพิทักษ์ภรณ์ นศ.ช่วยงาน มหาวิทยาลัยบูรพา ; เผยแพร่วันที่ 20 เมษายน 2554.
................................................................
ภาพบรรยากาศงานเสวนา



 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช

banner

รายนามผู้สนับสนุนหลัก ห้องสมุด "สวนหนังสือเจริญกรุง"

biatat1icon20wimutayalaithailibary1maruay_library

P1070537000_copy Komol__ Nakhasathien Pridi_Ed

search

Untitled-4_Medium

รางวัลการส่งเสริมการอ่านด้วยบริการหนังสือและสภาพแวดล้อมที่ชวนอ่าน "โครงการกรุงเทพมหานคร เมืองหนังสือโลก ปี ๒๕๕๔" ให้ไว้ ณ วันที่ 20 กันยายน ๒๕๕๔ สำนักวัฒนธรรม กีฬา และ การท่องเที่ยว

 

facebook

twitter-logo

logo_blogger

read

49006_100001740786231_2958937_n

images


Valid XHTML and CSS.